ผลการดำเนินงานที่สำคัญ

โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวมกว่า 6.6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
โครงการ “รถโดยสารประจำทางไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร”(Bangkok E-Bus Programme) ของบริษัทฯ เป็นโครงการแรกของโลกที่ประสบความสำเร็จในการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภายใต้ข้อตกลงปารีส Article 6.2

การบริหารจัดการสู่ความยั่งยืน

ร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไปกับเรา เราเชื่อมั่นว่าการเติบโตของธุรกิจที่แท้จริงต้องมาพร้อมกับการสร้างคุณค่าให้กับโลกใบนี้อย่างสมดุล ไม่ใช่แค่เพียงการสร้างผลกำไร แต่คือการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน เราได้วางรากฐาน Sustainability Framework ที่เปรียบเสมือน DNA ขององค์กร ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืนในทุกมิติ:

สร้างความมั่งคั่งให้เศรษฐกิจ (Economic)
มุ่งเน้นการบริหารจัดการองค์กรที่โปร่งใส การสร้างนวัตกรรมดิจิทัล การลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียว และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน เพื่อสร้างความเติบโตทางธุรกิจที่มั่นคงและมีเสถียรภาพ
สร้างสังคมที่เข้มแข็ง (Social)
ให้ความสำคัญกับการดูแลบุคลากรและชุมชนรอบข้าง การบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย การเคารพสิทธิมนุษยชน รวมถึงการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเท่าเทียม
สร้างโลกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Environment)
มุ่งมั่นในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืน

ด้วยกรอบการทำงานนี้ เราพร้อมที่จะเป็นผู้นำด้านพลังงานทางเลือกที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งมอบประโยชน์สูงสุดให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม และร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับโลกของเรา

เราได้ผสานความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินธุรกิจ ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ที่เรียกว่า Triple-E Strategy เพื่อให้ทุกก้าวที่เราเดินเป็นไปเพื่อโลกที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

Emissions Revolution
Beyond Zero
  • การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดในการดำเนินงาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงจากกิจกรรมและกระบวนการผลิตขององค์กร
  • การยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ
  • การผนึกกำลังกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อส่งเสริมแนวปฏิบัติที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำอย่างครอบคลุม
  • การดำเนินการตรวจสอบและทวนสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเข้มงวด พร้อมเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
Emissions- Innovation
Technology for Tomorrow
  • การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการนำโซลูชันระบบกักเก็บพลังงานขั้นสูง ที่ใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืน มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน
  • การขับเคลื่อนนวัตกรรมในเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
  • การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในเทคโนโลยีสะอาดและนวัตกรรมเดิมใหม่ อาทิ เทคโนโลยีการเปลี่ยนของเสียเป็นพลังงาน (Waste-to-Energy), การผลิตไฮโดรเจนสะอาด, และเทคโนโลยี Power-to-X เพื่อเร่งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
Emissions Economy
Sustainable Value Creation
  • การพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการและครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำของการผลิตพลังงานสะอาด ไปจนถึงปลายน้ำของการใช้งานผลิตภัณฑ์และบริการ
  • การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผ่านการดำเนินโครงการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการสร้างคาร์บอนเครดิตและผลักดันการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมร่วมกัน

เราเชื่อมั่นว่าการเติบโตของธุรกิจต้องควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างสมดุล เราจึงให้ความสำคัญกับการจัดการความยั่งยืนในทุกมิติเพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นนี้ เราได้กำหนดนโยบายความยั่งยืนซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการดำเนินงานของเรา

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

นโยบายความยั่งยืน

การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

เป้าหมาย
ลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อรายได้
%
ภายในปี พ.ศ. 2573
มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน
Carbon Neutrality
ภายในปี พ.ศ. 2583
มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
Net Zero Emissions
ภายในปี พ.ศ. 2593

แนวทางการบริหารจัดการ

การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศของกลุ่มบริษัท ดำเนินการอย่างเป็นระบบตามแนวทาง TCFD และ IFRS S2โดยเน้นการสร้างความยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงทั้งสองประเภท:

1
การปรับตัวต่อความเสี่ยงทางกายภาพ Physical Risk
เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน ภายใต้สภาวะภูมิอากาศสุดขั้ว เช่น น้ำท่วม คลื่นความร้อน และความตึงเครียดด้านน้ำ Water Stress โดยใช้การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่คำนึงถึงสภาพภูมิอากาศ เช่น การติดตั้งระบบระบายน้ำและยกอินเวอร์เตอร์ การพัฒนาแผนการจัดการน้ำที่ยั่งยืน เป็นต้น
2
การปรับตัวต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน Transition Risk
เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ตลาด และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยดำเนินกลยุทธ์หลัก ได้แก่ การใช้ Internal Carbon Pricing (ICP) สำหรับการประกอบการตัดสินใจการลงทุน และการลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เช่น น้ำมันอากาศยานยั่งยืน (SAF)

การผสานความร่วมมือในการเปลี่ยนผ่านด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

1
สร้างความตระหนักและเข้าใจเกี่ยวกับการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แก่พนักงานรวมทั้งผสานความร่วมมือกับคู่ค้า ลูกค้า และหน่วยงานต่าง ๆ เช่น UN Global Compact Thailand, Thai CBN เพื่อขับเคลื่อนประเด็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
2
Thai CBN (เครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย)
ความร่วมมือระหว่าง 33 องค์กรชั้นนำ ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ เชื่อมโยงการทำงานของทั้ง 4 ภาคส่วน (ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาคการเงินและธนาคาร) เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ไปด้วยกัน

โครงสร้างการกำกับดูแลและบทบาทความรับผิดชอบ

กลุ่มบริษัทได้กำหนด โครงสร้างการกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่าประเด็นสภาพภูมิอากาศได้รับการพิจารณาและจัดการในระดับสูงสุดขององค์กร

1
คณะกรรมการบริษัท (Board of Directors):
มีความรับผิดชอบสูงสุดในการกำกับดูแล (Oversight).
2
คณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (CGSC):
รับผิดชอบโดยตรงในการกำหนด กลยุทธ์ด้านสภาพภูมิอากาศ และติดตามผลการดำเนินงาน
3
คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (RMC):
ทำหน้าที่ประเมิน จัดการ และ บูรณาการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ เข้าสู่กระบวนการ บริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร (Enterprise Risk Management - ERM)

สำหรับฝ่ายบริหาร มี คณะบริหารด้านความยั่งยืน (Sustainable Executive Committee-SEC) และ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาอย่างยั่งยืน (VP Sustainable Development Department) เป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก นอกจากนี้ บริษัทยังเชื่อมโยงการจัดการด้านสภาพภูมิอากาศเข้ากับระบบรางวัลและค่าตอบแทนของผู้บริหาร โดยกำหนด ตัวชี้วัดหลัก (KPIs) ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างความรับผิดชอบในทุกระดับอย่างเป็นรูปธรรม

การบริหารจัดการเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม

กลุ่มบริษัทดำเนินงานบนหลักการที่ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำจะต้องเป็น การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition) ซึ่งหมายถึงการดำเนินการที่ประกันว่าการเคลื่อนย้ายไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวนั้น จะต้องคำนึงถึง ความเป็นธรรมทางสังคม และ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสำหรับแรงงานและชุมชนที่อาจได้รับผลกระทบ

การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและงานสีเขียว (Green Jobs):

1
การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่:
การลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนและยานยนต์ไฟฟ้า สร้างงานและทักษะใหม่ในห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
2
การพัฒนาบุคลากร:
สนับสนุนการพัฒนาทักษะ Upskill/Reskill ให้กับแรงงานและบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด
3
การสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน (Creating Shared Value - CSV):
ดำเนินโครงการ เช่น EASE Organic ที่ส่งเสริมอาชีพเกษตรอินทรีย์และเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชนรอบโรงไฟฟ้า เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของบริษัทสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

TCFD - IFRS S2 Climate-related Disclosures

ผลการดำเนินงาน

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน)
หน่วย: tCO2e

กรณีศึกษา/เรื่องราวความสำเร็จ

ส่งเสริมการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ

เรามุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการรับมือกับความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการดำเนินโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ผ่านการเข้าร่วม โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย (T-VER) เพื่อสร้างคาร์บอนเครดิตจากโครงการพลังงานสะอาดและโครงการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม

โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม
นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการในปี 2560 โครงการพลังงานลมของเราได้ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องและได้รับการรับรองมาตรฐานโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER standard) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) - อบก. โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้รวมกว่า 3.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์
จากการดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2558 เราสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตที่ผ่านการรับรองจาก อบก. ได้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้รวมกว่า 3.4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
โครงการรถโดยสารประจำทางไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร
ถือเป็นโครงการที่สร้างความสำเร็จครั้งสำคัญในระดับโลก ด้วยการเป็นโครงการแรกที่ขายคาร์บอนเครดิตในรูปแบบใหม่ (Internationally Transferred Mitigation Outcomes - ITMOs) ภายใต้ข้อตกลงปารีส Article 6.2 ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทขององค์กรในการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนในระดับสากล

การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

เป้าหมายและผลการดำเนินงาน
เป้าหมาย
ไม่พบการละเมิด ด้านสิ่งแวดล้อม ระดับรุนแรงมาก
ผลการดำเนินงาน
ในปี 2568
ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
กับการละเมิดสิ่งแวดล้อมที่สำคัญใดๆ และไม่ได้เสียค่าปรับที่สำคัญใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมหรือระบบนิเวศในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา

แนวทางการบริหารจัดการ

กลยุทธ์และนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม

กลุ่มบริษัทมุ่งมั่นที่จะพัฒนามาตรฐานในการบริหารจัดการ และการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญต่อความปลอดภัย สุขอนามัยและสิ่งแวดล้อมในการทำงาน และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งนโยบายดังกล่าวครอบคลุมถึงการปฏิบัติงานและพนักงานของบริษัทฯ รวมไปถึงการให้ความมุ่งมั่นด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัยของบริษัทฯ อีกทั้งบริษัทฯยังให้ความสำคัญต่อการจัดการทรัพยากร ซึ่งครอบคลุมกิจกรรมทางธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ การขนส่ง การจำหน่ายสินค้า การบริการ ตลอดจนมลพิษสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการของเสียและในทุกขั้นตอนต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงกระบวนการการสอบทานธุรกิจ (Due Diligence) การควบรวม และการเข้าซื้อกิจการต่างๆ รวมถึงการวางแผน และดำเนินการ นอกจากนี้ ความมุ่งมั่นนี้ถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงของผู้บริหาร พนักงานทุกคน และมีการถ่ายทอดไปยังคู่ค้า หุ้นส่วนทางธุรกิจตลอดจนผู้รับเหมารวมถึงผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง นโยบายดังกล่าวได้ผ่านการทบทวนและพิจารณาโดยคณะกรรมการบริษัท และลงนามโดยประธานกรรมการบริษัท

โครงสร้างการกำกับดูแลและบทบาทความรับผิดชอบ

กลุ่มบริษัท บริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการบริษัท และคณะกรรมการบริหารโดยมี:

1
ฝ่ายอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม (HSE Department):
มีหน้าที่หลักในการกำหนด แผนปฏิบัติการสิ่งแวดล้อม การติดตามการปล่อยมลพิษ การควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และรายงานผลการดำเนินงานต่อผู้บริหารระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ
2
การบูรณาการ:
การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมถูกบูรณาการเข้ากับระบบการจัดการอื่น ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าประเด็นด้าน ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม ถูกพิจารณาในทุกการตัดสินใจ

ระบบและกระบวนการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

1
การประยุกต์ใช้ ISO 14001:
กลุ่มบริษัทได้นำระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมมาประยุกต์ใช้เพื่อให้การดำเนินงานมีทิศทางที่ชัดเจนในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
2
การปฏิบัติตามกฎหมาย:
กำหนด ระเบียบปฏิบัติและขั้นตอนการดำเนินงาน (SOP) ที่ชัดเจน เพื่อติดตาม ตรวจสอบ และประเมินความสอดคล้องของกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องได้อย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง
3
การแก้ไขผลกระทบ:
เมื่อเกิดข้อร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อมกลุ่มบริษัทมีระเบียบปฏิบัติในการดำเนินการเพื่อหาสาเหตุแนวทางการแก้ไข ป้องกัน และเยียวยาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเหมาะสม

การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม

1
กลุ่มบริษัทมีการจัดสรรงบประมาณในการปกป้อง และบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงค่าบริการกำจัด/บำบัด กากอุตสาหกรรม บำรุงรักษาระบบบำบัด มลพิษ (เช่น ระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบควบคุมมลพิษอากาศ) ค่าบริการตรวจวัด สภาพแวดล้อม ตามที่กฎหมายกำหนด
2
ปัจจุบันกลุ่มบริษัทยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม โดยมีสถานประกอบการจำนวน 13 แห่ง จากทั้งหมด 28 แห่ง ที่ได้รับการรับรองระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 46 ของจำนวนไซต์งานทั้งหมด

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

นโยบายคุณภาพ สิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย

กรณีศึกษา/เรื่องราวความสำเร็จ

การปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม

กลุ่มบริษัทปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีการละเมิดสิ่งแวดล้อมหรือการเสียค่าปรับที่สำคัญตั้งแต่ปี 2565-2568

ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม

กลุ่มบริษัทได้พัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (Environmental Management System: EMS) ตามมาตรฐาน ISO 14001


การจัดการของเสีย

เป้าหมาย
เพิ่มปริมาณของเสียที่นำกลับมาใช้ใหม่/รีไซเคิล
%
ภายในปี 2569

แนวทางการบริหารจัดการ

กลุ่มบริษัทได้ประกาศ "นโยบายคุณภาพ สิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย" โดยมุ่งเน้นการจัดการทรัพยากร มลพิษสิ่งแวดล้อม รวมถึงการบริหารจัดการของเสีย ตลอดจนในทุกขั้นตอนต่อเนื่องตั้งแต่การวางแผน ออกแบบ และดำเนินการ โดยมีการกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และมีการปรับปรุงกระบวนการทำงานและระบบการจัดการอย่างต่อเนื่อง กลุ่มบริษัทบริหารจัดการของเสียซึ่งเป็นไปตามนโยบายคุณภาพ สิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการบริษัท คณะกรรมการบริหาร ฝ่ายอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยฝ่ายอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม มีหน้าที่ในการกำหนดแผนปฏิบัติการ พิจารณาการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และรายงานผลการดำเนินงานต่อผู้บริหารระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ

กระบวนการบริหารจัดการของเสีย

กลุ่มบริษัทดำเนินการบริหารจัดการของเสียตามแนวคิด ลำดับขั้นของการจัดการของเสีย (Waste Hierarchy) โดยเน้นการป้องกันและลดการเกิดของเสียที่ต้นทางให้มากที่สุด และขับเคลื่อนด้วยแนวคิด Circular Economy ดังนี้:

1
กลยุทธ์เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Strategy):
กลุ่มบริษัทมุ่งเน้นการปิดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ที่สำคัญ โดยเฉพาะในธุรกิจแบตเตอรี่และ EV โดยพิจารณาตั้งแต่การออกแบบ (Design for Circularity) เพื่อให้ง่ายต่อการรีไซเคิลในอนาคต การเลือกวัสดุที่ยั่งยืน และการบริหารจัดการเมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งาน (End-of-Life Management) กลยุทธ์นี้สนับสนุนด้วยการ เร่งรัดการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนเกี่ยวกับการรีไซเคิลแบตเตอรี่ เพื่อสร้าง Ecosystem ที่คำนึงถึงวัฏจักรผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นจนจบ และช่วยลดสารเคมีอันตรายสู่หลุมฝังกลบ นอกจากนี้กลุ่มบริษัทยังมีการนำน้ำมันพืชใช้แล้ว (Used Cooking Oil, UCO) มาผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนซึ่งเป็นการตอกย้ำเรื่องแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน
2
การจัดการของเสียอันตราย และความร่วมมือในห่วงโซ่คุณค่า:
การจัดการความเสี่ยงอันตราย ได้มีการกำหนดมาตรการเฉพาะในการจัดการของเสียอันตราย โดยมีการคัดแยกประเภท การบำบัดอย่างถูกวิธี และการส่งไปยังโรงงานรีไซเคิลหรือกำจัดที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น กลุ่มบริษัท มีการตรวจสอบผู้รับเหมาช่วงในการจัดการของเสียอย่างเคร่งครัด
3
ระบบติดตามข้อมูลและการป้องกันของเสีย:
เพื่อความโปร่งใสและน่าเชื่อถือ กลุ่มบริษัทมีการใช้ ระบบและเครื่องมือในการเก็บรวบรวมและติดตามข้อมูลของเสีย ที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละหน่วยงาน (เช่น ระบบบันทึกน้ำหนัก) โดยมีการติดตามของเสียที่เกิดจากต้นน้ำและปลายน้ำในห่วงโซ่คุณค่า และข้อมูลปริมาณของเสียที่สำคัญได้รับการ ทวนสอบโดยหน่วยงานอิสระภายนอก นอกจากการลดของเสียจากกระบวนการผลิตโดยตรงแล้ว กลุ่มบริษัทยังริเริ่มโครงการที่สามารถรายงาน ปริมาณของเสียที่ป้องกันได้ (Waste Prevented) เช่น โครงการนำเศษอาหารมาแปรสภาพเป็นปุ๋ยหมัก โดยมุ่งเน้นการลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ
4
การประเมินต้นทุนของการกำจัดของเสีย (Financial Quantification of Waste):
กลุ่มบริษัทได้ทำการประเมินต้นทุนในการกำจัดของเสียซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการกว่า 5 ล้านบาท ในการกำจัดของเสียอันตรายและไม่อันตราย

ผลการดำเนินงาน

ปริมาณของเสียที่นำไปรีไซเคิลและนำกลับมาใช้ซ้ำรวม
เมตริกตัน

การลงทุนและวิจัยเพื่อการบริหารจัดการของเสียอย่างยั่งยืน

กลุ่มบริษัทได้ดำเนินการประเมินและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment: LCA) ของการผลิต Iso-Paraffin สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ด้วยเทคโนโลยี Hydroprocessed Esters and Fatty Acids (HEFA) โดยมีขอบเขตการศึกษาแบบ “Cradle-to-Gate” ครอบคลุมตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การขนส่งวัตถุดิบมายังโรงงานผลิต กระบวนการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนจากน้ำมันพืชใช้แล้ว และการกำจัดของเสียที่เกิดขึ้นจากการผลิต (ระบบบำบัดน้ำเสีย) เพื่อให้มั่นใจในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่า

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านนวัตกรรมและการลงทุนสีเขียว

ในปี 2568 กลุ่มบริษัทได้ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยจัดสรรงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมสีเขียวกว่า 5.4 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการต่อเนื่องเชิงกลยุทธ์จากปีก่อนหน้า โครงการสำคัญได้แก่

1
การพัฒนาเป็นสารเติมแต่งในน้ำมันหล่อลื่นชีวภาพ (Additive Biolubricant) จาก Biomass ภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
2
การยกระดับคุณค่า Glycerin ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการผลิตไบโอดีเซล สู่การผลิตสารเคมีมูลค่าสูง (High-value Chemicals) สำหรับอุตสาหกรรมพลาสติกและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล (Personal Care) ภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การลงทุนครั้งนี้นับเป็น Milestone สำคัญในการเชื่อมโยงมิติด้านการเงินเข้ากับการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างผลประกอบการและการลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวอย่างยั่งยืน

กรณีศึกษา/เรื่องราวความสำเร็จ

โครงการลดปริมาณของเสีย

การนำเศษอาหารมาแปรสภาพเป็นปุ๋ยหมัก:

โครงการนำเศษอาหารมาแปรสภาพเป็นปุ๋ยหมักโดยใช้ถังหมักที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ และนำปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้ไปใช้ในการเพาะปลูกพืชในอนาคต สามารถลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบได้จำนวน 2.06 ตัน

แปรสภาพเศษอาหารเป็นปุ๋ยหมักอินทรีย์ ช่วยลดขยะที่ต้องนำไปฝังกลบได้ ตัน
การใช้ซ้ำแผงโซลาร์ (Reuse):

กลุ่มบริษัทมีการนำแผงโซล่าที่เริ่มด้อยประสิทธิภาพมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้งานในพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของกลุ่มบริษัท หรือบริจาคให้แก่ชุมชนเพื่อนำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า

นำแผงโซลาร์เซลล์ที่เสื่อมประสิทธิภาพกลับมาใช้ใหม่
เพื่อผลิตไฟฟ้าในพื้นที่อื่นของกลุ่มบริษัทหรือมอบให้ชุมชน
โครงการรีไซเคิล 3Rs:

โครงการรีไซเคิลตามหลักการ 3Rs ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อมุ่งลดปริมาณของเสียที่ต้องนำไปฝังกลบ สามารถลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบได้จำนวน 3,912.70 ตัน

ลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการรีไซเคิลตามหลัก 3Rs
ได้ ตัน

การจัดการพลังงาน

เป้าหมาย
ลดการใช้พลังงาน
ร้อยละ ต่อปี

แนวทางการบริหารจัดการ

กลุ่มบริษัทมีแนวทางในการบริหารจัดการด้านพลังงาน โดยการพัฒนาระบบการจัดการพลังงานให้มีความเหมาะสม อีกทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและจัดทำแผนโครงการอนุรักษ์พลังงานประจำปี เพื่อใช้เป็นแนวทางในการลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงและไฟฟ้า

ผลการดำเนินงาน

ปริมาณการใช้พลังงานที่ไม่หมุนเวียนรวม
เมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh)
ปริมาณการใช้พลังงานหมุนเวียนรวม
เมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh)

กรณีศึกษา/เรื่องราวความสำเร็จ

โครงการลดการใช้พลังงาน

ธุรกิจไบโอดีเซล
1
โครงการเปลี่ยนชุดโคมไฟส่องแสงสว่างเป็นแบบชนิดหลอด LED
สามารถลดการใช้พลังงานได้ 17,923.13 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/ปี
2
โครงการติดตั้งอินเวอร์เตอร์ Variable Frequency Drive (VFD)
ที่ปั๊ม P2105 ในกระบวนการผลิต เพื่อปรับรอบการทำงานของมอเตอร์ให้เหมาะสมกับการใช้งาน ทดแทนการควบคุมด้วยวาล์วแบบเดิมที่สิ้นเปลืองพลังงาน ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้ายืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ โดยสามารถลดการใช้พลังงานลงได้ 19,584 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/ปี
3
โครงการปรับจูนประสิทธิภาพหัวเผาหม้อไอน้ำและหม้อต้มน้ำมันร้อน
ทำการปรับจูนอัตราส่วนการจ่ายอากาศและเชื้อเพลิง (Air to Fuel Ratio) ให้เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ลดการสูญเสียพลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พบว่าดก่อนปรับจูน ค่าออกซิเจนอยู่ที่ 10-15% หลังปรับจูนค่าออกซิเจนอยู่ที่ 3–5% ซึ่งจากการปรับปรุงสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้เพิ่มขึ้นถึง 3%
ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน
1
โครงการแผงโซล่าเซลล์ติดตั้งบนหลังคา
มีการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์บนหลังคาบริเวณอาคารสำนักงาน โรงจอดรถ รวมทั้งอาคารคลังสินค้าภายในบริษัทฯ จังหวัดนครสวรรค์ พิษณุโลก ชัยภูมิ ลำปาง และนครศรีธรรมราช สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าจากภายนอกรวมทั้งสิ้น 385,817.87 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh)
2
โครงการแผงโซล่าเซลล์แบบทุ่นลอยน้ำ
มีการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์แบบทุ่นลอยน้ำบริเวณสระน้ำภายในโครงการการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จังหวัดลพบุรี สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าจากภายนอกรวมทั้งสิ้น 35,928.60 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh)
3
โครงการการลดใช้อุปกรณ์ภายในตู้ String Box
โดยการลดการใช้งานของ VMU-M ลดลงจาก 24 ตัว เหลือ 12 ตัวต่อ 1 อาคาร คาดการณ์สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าจากภายนอกรวมทั้งสิ้น 1,746 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ต่อเดือน ซึ่งทดลองเป็นเวลา 1 เดือน ในปี 2568 สามารถลดการใช้พลังงานได้ 3,000 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh)
4
โครงการใช้รถไฟฟ้าทดแทนรถสันดาปภายในพื้นที่โรงไฟฟ้า
โดยพลังงานไฟฟ้าสำหรับชาร์จรถมาจากโครงการแผงโซล่าเซลล์ติดตั้งบนหลังคา ซึ่งทำให้สามารถลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าในปี 2568 ลง 6,080.19 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) และลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลงเฉลี่ย 1,800 ลิตร/ปี
ธุรกิจแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์
1
โครงการแผงโซล่าเซลล์ติดตั้งบนหลังคา
มีการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์บนหลังคา ขนาด 2.849 MW บริเวณอาคารผลิตภายในบริษัทฯ เพื่อใช้ในกระบวนการผลิตและตู้กักเก็บพลังงาน (ESS) ของโรงงาน ซึ่งสามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าจากภายนอกรวมทั้งสิ้น 1,700,583.33 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh)
2
กลุ่มบริษัทได้ดำเนินการปรับปรุงระบบควบคุมของ (Central Inverter)
ของระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) เพื่อแก้ไขปัญหาการผลิตไฟฟ้าที่ไม่ได้ตามเป้าหมาย (เนื่องจากธุรกิจแบตเตอรี่ไม่ได้ผลิตตามปกติ) การปรับปรุงนี้ทำให้สามารถนำไฟฟ้าที่ผลิตได้จาก Central 1,500 kW มาใช้งานร่วมกับ String 1,200 kW ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ผลจากการปรับปรุงดังกล่าวช่วยให้กลุ่มบริษัทสามารถนำไฟฟ้าที่ผลิตได้จากระบบ Solar Cell มาใช้งานรวมทั้งหมด 2,700 kW ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ผลิตได้เองอย่างมีนัยสำคัญ
3
โครงการปรับอุณหภูมิน้ำขาออกของเครื่องทำความเย็น
ขนาด 160 ตัน ที่ทำหน้าที่ Support EDP การทำงาน 24 ชั่วโมง ปรับจาก 8 องศา เป็น 15 องศา สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 404,799.60 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/ปี

การบริหารจัดการน้ำ

เป้าหมาย
ลดการใช้น้ำลงร้อยละ
ต่อปี

แนวทางการบริหารจัดการ

นโยบายด้านการจัดการน้ำ

กลุ่มบริษัทดำเนินการตามนโยบายคุณภาพ สิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่ครอบคลุมการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งมั่นที่จะลดปริมาณการดึงน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นยุทธศาสตร์การนำน้ำที่ใช้แล้วกลับมาใช้ซ้ำในกระบวนการผลิตและปฏิบัติการ เพื่อสร้างความยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงด้านน้ำในระยะยาว

กระบวนการบริหารจัดการน้ำ
การประเมินความเสี่ยงความตึงเครียดด้านน้ำ (Water Stress)

กลุ่มบริษัทให้ความสำคัญกับการประเมินและระบุ ความเสี่ยงด้านน้ำ (Water Risk) อย่างเป็นระบบ โดยใช้เครื่องมือระดับสากล ได้แก่ WWF Water Risk Filter (WWF WRF) และ WRI Aqueduct เพื่อประเมินความเสี่ยงด้าน กายภาพ (Physical Risk) (เช่น ภาวะขาดแคลนน้ำ) และความเสี่ยงด้าน กฎระเบียบ (Regulatory Risk) และ ชื่อเสียง (Reputational Risk) ที่เกี่ยวข้องกับน้ำ

มาตรการลดการใช้น้ำและเพิ่มประสิทธิภาพ

กลุ่มบริษัทมีการดำเนินการตามแผนบริหารจัดการน้ำ โดยเน้นหลักการ 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) โดยมีมาตรการสำคัญดังนี้:

1
การหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle):
ดำเนินโครงการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการที่ไม่ต้องการความบริสุทธิ์ของน้ำสูง เช่น การนำน้ำทิ้งจากคูลลิ่งทาวเวอร์มาใช้ในระบบดับเพลิง
2
การกำกับดูแลกฎหมาย :
มีการดำเนินการติดตามกฎระเบียบข้อบังคับท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง และมีการบูรณาการข้อกำหนดทางกฎหมายเหล่านี้เข้าสู่ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001
การมีส่วนร่วม

กลุ่มบริษัทตระหนักถึงบทบาทขององค์กรในการเป็นผู้ดูแลทรัพยากรน้ำที่ดี (Water Stewardship) โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง Water Stress เราจึงดำเนินการบริหารจัดการน้ำโดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย:

1
การร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่น:
ร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรน้ำ และติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำที่สำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของบริษัทจะไม่ส่งผลกระทบในทางลบต่อการเข้าถึงน้ำของชุมชน
2
การแบ่งปันน้ำ:
มีการพิจารณา แบ่งปันน้ำ ที่สำรองไว้เพื่อใช้ในโครงการโรงไฟฟ้าให้กับชุมชนท้องถิ่นในกรณีที่เกิดภัยแล้งหรือความจำเป็นฉุกเฉิน

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

รายงานการบริหารจัดการประสิทธิภาพและบริหารความเสี่ยงด้านน้ำแบบบูรณาการ

ผลการดำเนินงาน

ปริมาณการดึงน้ำมาใช้รวม
หน่วย: ล้านลูกบาศก์เมตร
ปริมาณการปล่อยน้ำทิ้งรวม
หน่วย: ล้านลูกบาศก์เมตร
ปริมาณการใช้น้ำรวม
หน่วย: ล้านลูกบาศก์เมตร

กรณีศึกษา/เรื่องราวความสำเร็จ

โครงการลดปริมาณการใช้น้ำ

ธุรกิจไบโอดีเซล
1
โครงการนำน้ำที่ระบายทิ้งจากคูลลิ่งทาวเวอร์ (น้ำ Blowdown)
มาใช้เติมในระบบน้ำดับเพลิงทดแทนการใช้น้ำประปา ซึ่งสามารถทดแทนการใช้น้ำประปาได้ 240 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 0.4% ของน้ำที่เติมเข้าในระบบของคูลลิ่งทาวเวอร์
2
โครงการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้ว นำกลับมาใช้ใหม่ในการทำความสะอาดพื้นที่โรงงาน
โดยสามารถลดการใช้น้ำประปาได้ 324 ลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นประมาณ 0.22% ของการใช้น้ำประปาทั้งหมดของโรงงาน
ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน
1
ความยืดหยุ่นต่อภัยแล้ง (Water Resilience)
แม้ว่าจะเป็นธุรกิจที่ใช้น้ำน้อย แต่กลุ่มบริษัทมีการสำรองแหล่งน้ำภายในพื้นที่โครงการโรงไฟฟ้าเพื่อใช้ในกรณีล้างแผงและสำรองกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อสร้างความยืดหยุ่นต่อภัยแล้งฉับพลันในพื้นที่ปฏิบัติการ
2
โครงการนวัตกรรมทำความสะอาดแผงโซลาร์แบบไม่ใช้น้ำ
เป็นความสำเร็จที่โดดเด่นของกลุ่มบริษัทในการรับมือกับความเสี่ยงด้าน ความตึงเครียดด้านน้ำ (Water Stress) โดยเฉพาะในพื้นที่ปฏิบัติการ ณ โครงการ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) สาขานครสวรรค์ (90 MW) บริษัทได้นำ หุ่นยนต์ทำความสะอาดแผงโซลาร์เซลล์แบบไม่ใช้น้ำ จำนวนกว่า 317 ตัวมาใช้ในการปฏิบัติการ ซึ่งหุ่นยนต์อัจฉริยะเหล่านี้ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ 100%และสามารถทำความสะอาดแผงได้มากกว่า 95% ของพื้นที่ทั้งหมด นวัตกรรมนี้ช่วยลดปริมาณการใช้น้ำได้กว่า 20,000 ลิตรต่อวัน หรือคิดเป็น 3.6 ล้านลิตรต่อปี ตลอดช่วง 6 เดือนที่ต้องทำการล้างแผง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำในพื้นที่เสี่ยง และยังช่วย เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า ของโครงการให้สูงขึ้นตามมาด้วย
ธุรกิจแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์
1
โครงการกำหนดค่า Electrical Conductivity (EC) ของบ่อล้าง
โดยตรวจวัดค่า EC ของบ่อ Water Rinse2 และบ่อ Water Rinse4 ให้อยู่ ในเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อลดการเติมน้ำ DI (น้ำที่ผ่านขบวนการขจัดอิออนของสารละลายทั้งหมด) ซึ่งสามารถลดปริมาณการใช้น้ำประปาที่นำมาผลิตเป็นน้ำ DI ลงได้ 50.4 ลูกบาศก์เมตร/เดือน
2
โครงการระบบน้ำล้างผิวตัวรถและชิ้นส่วนก่อนกระบวนการชุบ EDP
โดยเพิ่มคุณภาพของชิ้นงานหลังการชุบสี ทำให้ลดการใช้น้ำประปาในการผลิตน้ำ DI ได้ 878 ลิตร/รถ 1 คัน

การจัดการมลพิษทางอากาศ

แนวทางการบริหารจัดการ

กลุ่มบริษัทบริหารจัดการมลพิษทางอากาศภายใต้การกำกับดูแลของ คณะกรรมการบริษัท และ คณะกรรมการบริหาร โดยมี ฝ่ายอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีหน้าที่หลักในการกำหนดแผนปฏิบัติการสิ่งแวดล้อม การติดตามการปล่อยมลพิษ และรายงานผลการดำเนินงานต่อผู้บริหารระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ นโยบายหลักคือ "นโยบายคุณภาพ สิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย" โดยมุ่งเน้นการควบคุม ป้องกัน และลดผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่เกิดจากกิจกรรมการผลิตหรือการดำเนินงานเพื่อให้คุณภาพอากาศอยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อสุขภาพของพนักงาน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมกระบวนการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศ

ระบบและกระบวนการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศ

การควบคุมมลพิษดำเนินการภายใต้ ระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS) ISO 14001 ที่เข้มงวด โดยมีขั้นตอนดังนี้:

1
การควบคุมมลพิษ:
มีการกำหนด ระเบียบปฏิบัติและขั้นตอนการดำเนินงาน (SOP) ที่ชัดเจน และดำเนินการติดตั้งและบำรุงรักษาระบบควบคุมมลพิษทางอากาศที่จำเป็น ณ แหล่งกำเนิดมลพิษ เช่น ระบบบำบัดอากาศแบบเปียก (Wet Scrubber), ระบบดูดซับด้วยถ่านกัมมันต์, และมัลติไซโคลน เพื่อให้การปล่อยมลพิษทางอากาศเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด
2
การตรวจวัดและเฝ้าระวัง:
มีการตรวจวัดคุณภาพอากาศอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งรวมถึง NOx, SO2, และ VOCs โดยผลการตรวจวัดทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าอยู่ในระดับที่ปลอดภัยและต่ำกว่ามาตรฐานกฎหมาย

การมีส่วนร่วม

กลุ่มบริษัทมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสม่ำเสมอ โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมกับชุมชน เพื่อส่งเสริมกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์ และการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนในพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายและรายงานที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น รายงานประมวลหลักการปฏิบัติ (Code of Practice: CoP) , รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (Initial Environmental Examination: IEE) และรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) เป็นต้น

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

คู่มือบริษัท

ผลการดำเนินงาน

ผลการตรวจวัดการปล่อยมลพิษทางอากาศ ปี 2568

กรณีศึกษา/เรื่องราวความสำเร็จ

การติดตั้งระบบควบคุมมลพิษ

นอกจากการลดมลพิษทางอ้อมแล้ว กลุ่มบริษัทยังคงรักษาความเข้มงวดในการควบคุมมลพิษที่เกิดจากแหล่งกำเนิดโดยตรง ในทุกพื้นที่ปฏิบัติงานมีการติดตั้งและบำรุงรักษาระบบควบคุมมลพิษทางอากาศที่เหมาะสมกับแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างต่อเนื่อง เช่น ระบบบำบัดอากาศแบบเปียก (Wet Scrubber), ระบบดูดซับด้วยถ่านกัมมันต์ (Activated Carbon), และมัลติไซโคลน (Multicyclone)

ควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดโดยตรง
ด้วยระบบควบคุมมลพิษทางอากาศที่เหมาะสมและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

การตรวจวัดและเฝ้าระวัง

บริษัทมีการตรวจวัดคุณภาพอากาศโดยรวมและปริมาณการปล่อยมลพิษ (NOx, SO2, VOCs, TSP) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าการปล่อยมลพิษทางอากาศเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด และอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าข้อกำหนด เพื่อปกป้องสุขภาพของพนักงานและชุมชนโดยรอบ

ตรวจวัดคุณภาพอากาศและปริมาณการปล่อยมลพิษอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานและปกป้องสุขภาพของพนักงานและชุมชน

การจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ

เป้าหมาย

มุ่งสู่การบรรลุ
ผลกระทบเชิงบวกสุทธิ (Net Positive Impact -NPI)
ต่อความหลากหลายทางชีวภาพจากการดำเนินงานทั้งหมดของบริษัท ภายในปี พ.ศ. 2593 โดยบริษัทจะดำเนินโครงการเพื่อมุ่งสู่ ความสูญเสียสุทธิเป็นศูนย์ (No Net Loss -NNL)

แนวทางการบริหารจัดการ

การกำหนดนโยบายและกลไกการปฏิบัติที่ชัดเจนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ กลุ่มบริษัทได้นำนโยบายและคำมั่นสัญญามาใช้เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานสำหรับการปกป้องและควบคุมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการลดผลกระทบเชิงลบจากกิจกรรมทางธุรกิจ กลุ่มบริษัทได้นำนโยบายหลักสองฉบับดังต่อไปนี้ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทการดำเนินงาน:

1
นโยบายการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า (No Deforestation Policy):
นโยบายนี้มุ่งเน้นการหยุดยั้งการตัดไม้ทำลายป่าที่ผิดกฎหมาย และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรับผิดชอบ โดยครอบคลุมการดำเนินงานทั้งหมดของบริษัท หุ้นส่วนทางธุรกิจ คู่ค้า และกิจการร่วมค้า รวมถึงให้ความเคารพในสิทธิ์ของชุมชนที่จะได้รับผลกระทบ
2
ความมุ่งมั่นด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Commitment):
ความมุ่งมั่นนี้มุ่งสู่การบรรลุ ผลกระทบเชิงบวกสุทธิ (Net Positive Impact - NPI) ต่อความหลากหลายทางชีวภาพจากการดำเนินงานทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2593 เพื่อให้บรรลุ เป้าหมายเชิงรุกดังกล่าว บริษัทจะดำเนินโครงการเพื่อมุ่งสู่ความสูญเสียสุทธิเป็นศูนย์ (No Net Loss, NNL) โดยยึดหลักการลดผลกระทบตามลำดับชั้น (Mitigation Hierarchy) ซึ่งประกอบด้วย การหลีกเลี่ยงผลกระทบตั้งแต่เริ่มต้น การลดมลพิษและการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ขาดแคลน การฟื้นฟู สภาพป่าที่เสื่อมโทรม และ การชดเชย ผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

กลุ่มบริษัทกำหนดให้มีการพิจารณาและประเมินความหลากหลายทางชีวภาพ ในทุกขั้นตอนของกระบวนการทำงาน โดยมีการดำเนินการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่โครงการที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง เพื่อรวบรวมข้อมูลและพัฒนาแผนลดผลกระทบก่อนการเริ่มดำเนินการ ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร และพนักงานทุกคนรับทราบและปฏิบัติตามนโยบายอย่างเคร่งครัด และมีการติดตามการดำเนินงานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าทุกฝ่ายจะดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน

โครงสร้างการกำกับดูแลและบทบาทความรับผิดชอบ
การกำกับดูแลรวมศูนย์และการบูรณาการความเสี่ยง

แนวทางการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพของกลุ่มบริษัทถูกบูรณาการอย่างเป็นระบบเข้ากับ กรอบการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร (ERM) เพื่อให้มั่นใจว่าความเสี่ยงด้านธรรมชาติถูกระบุ ประเมินและจัดการด้วยความเข้มงวดและสอดคล้องเช่นเดียวกับความเสี่ยงทางธุรกิจหลักอื่น ๆ

1
การระบุและประเมิน :
ความหลากหลายทางชีวภาพถูกจัดประเภทอย่างเป็นทางการและได้รับการยอมรับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของพื้นที่ความเสี่ยงหลักของกลุ่มบริษัท การจัดประเภทนี้ช่วยให้มั่นใจว่าความเสี่ยงด้านธรรมชาติได้รับความสนใจเชิงกลยุทธ์และการจัดสรรทรัพยากรในระดับเดียวกับความเสี่ยงทางธุรกิจที่สำคัญอื่น ๆ
2
การจัดการ :
กระบวนการจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติเป็นไปตามระเบียบวิธีของกลุ่มบริษัทที่เป็นมาตรฐาน โดยใช้เครื่องมือที่สอดคล้องกันทั่วทั้งองค์กร เช่น Corporate Risk Assessment Matrix ในการระบุและประเมินความเสี่ยง
คณะกรรมการที่รับผิดชอบและการกำกับดูแล

โครงสร้างการกำกับดูแลของกลุ่มบริษัทในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพมีดังนี้

1
คณะกรรมการที่รับผิดชอบหลัก :
คณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน และ คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ซึ่งรายงานตรงต่อคณะกรรมการบริษัท มีอำนาจในการกำกับดูแลความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติโดยตรง
2
• การกำกับดูแลและการรายงานอย่างต่อเนื่อง:
ฝ่ายพัฒนาอย่างยั่งยืนมีความรับผิดชอบในการระบุและประเมินความเสี่ยงด้านธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง และรายงานผลการประเมินและแผนการจัดการเป็นประจำต่อ คณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน และคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้มั่นใจว่ามีการกำกับดูแลในระดับสูงสุดอย่างต่อเนื่อง และอำนวยความสะดวกในการปรับกลยุทธ์ได้ทันท่วงที
กระบวนการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ
การประเมินและเปิดเผยข้อมูลการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

กลุ่มบริษัทได้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงและจัดทำรายงานขึ้น โดยยึดตามกรอบการประเมิน LEAP (Locate, Evaluate, Assess, Prepare) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ Taskforce on Nature-related Financial Disclosures (TNFD) เพื่อให้มั่นใจว่าความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติถูกระบุและจัดการอย่างเป็นระบบ

ในการประเมินนี้ บริษัทได้ใช้เครื่องมือมาตรฐานสากลเพื่อระบุความเสี่ยงและผลกระทบ เช่น WWF Biodiversity Risk Filter สำหรับคัดกรองความเสี่ยงทั่วทั้งพอร์ตโฟลิโอ และระบุพื้นที่เสี่ยง (Hotspots) ใช้เครื่องมือ ENCORE (Exploring Natural Capital Opportunities, Risks and Exposure) ในการประเมินการพึ่งพา (Dependencies) ของธุรกิจต่อบริการของระบบนิเวศ

การประเมินนี้ครอบคลุมการดำเนินงานโดยตรงของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทย ซึ่งเป็นกิจกรรมหลักที่มีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับที่ดินและระบบนิเวศ ในส่วนห่วงโซ่คุณค่าต้นน้ำ (Upstream) มุ่งเน้นไปที่ซัพพลายเออร์สำหรับการดำเนินงานและการบำรุงรักษา (O&M) และห่วงโซ่คุณค่าปลายน้ำ (Downstream) รับทราบถึงปฏิสัมพันธ์ที่สำคัญกับระบบส่งจ่ายไฟฟ้าผ่านสถานีไฟฟ้าย่อยที่ดำเนินการโดยหน่วยงานรัฐ

จากการประเมินพบว่าธุรกิจของเรามีความพึ่งพิง (Dependencies) ต่อระบบนิเวศหลายประการ โดยเฉพาะเสถียรภาพของสภาพภูมิอากาศ (Climate Stability) ซึ่งเป็นผลจากการควบคุมสภาพภูมิอากาศของระบบนิเวศ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสม่ำเสมอของรูปแบบลม และแหล่งน้ำผิวดิน ซึ่งจำเป็นต่อการทำความสะอาดแผงโซลาร์เพื่อรักษาประสิทธิภาพการผลิต

นอกจากนี้ยังระบุถึงความเสี่ยงสำคัญ (Impacts) ที่ต้องเฝ้าระวัง เช่น ความเสี่ยงจากสัตว์ป่า (Wildlife Hazard Risk) สาเหตุหลักคือความเสี่ยงจากการชนของนกและค้างคาวกับกังหันลม และความเสี่ยงด้านชื่อเสียง (Reputational Risk) โดยโครงการพลังงานลมถูกระบุว่าเป็นจุดที่มีความเสี่ยงด้านชื่อเสียงสูง เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับพื้นที่อนุรักษ์และพื้นที่สำคัญทางชีวภาพ (KBAs) บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะใช้ผลการประเมินนี้เป็นรากฐานในการพัฒนากลยุทธ์และมาตรการลดผลกระทบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในขั้นตอนต่อไปจะมีการ ประเมินเชิงลึกเฉพาะพื้นที่ (Site-Specific Deep-Dive Assessment) สำหรับพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง โดยใช้เครื่องมือ IBAT (Integrated Biodiversity Assessment Tool) เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan - BAP) ที่เหมาะสมต่อไป

การประยุกต์ใช้หลักการบรรเทาผลกระทบตามลำดับขั้น (Mitigation Hierarchy Principle)

ในการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เราได้นำหลักการบรรเทาผลกระทบตามลำดับขั้นมาใช้เป็นแนวทางหลักในการบริหารจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมุ่งเน้นการป้องกันและลดผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงานของเราอย่างเป็นระบบและครอบคลุมในทุกขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกการเติบโตทางธุรกิจของเราจะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ

หลักการนี้ประกอบด้วยขั้นตอนที่สำคัญ ได้แก่:
ดูภาพขนาดใหญ่
หลีกเลี่ยง (Avoid):
กลุ่มบริษัทให้ความสำคัญกับขั้นตอนแรกสุดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบตั้งแต่ต้น โดยการประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพในการเลือกพื้นที่ตั้งโครงการในอนาคต กลุ่มบริษัทได้ให้ความมุ่งมั่นไว้ในพันธสัญญาด้านความหลากหลายทางชีวภาพว่าจะไม่มีกลุ่มธุรกิจใดดำเนินกิจการในพื้นที่มรดกโลก และพื้นที่คุ้มครองตามประกาศขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ประเภทที่ I ถึง IV เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง
ลด (Reduce):
สำหรับผลกระทบที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เรามุ่งมั่นที่จะใช้มาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดผลกระทบนั้นให้เหลือน้อยที่สุด ตัวอย่างเช่น ในโครงการพลังงานลม เรามีการจัดทำโปรแกรมเฝ้าระวังประชากรนกและค้างคาวเพื่อลดความเสี่ยงต่อชีวิตสัตว์ สำหรับโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ เราได้ริเริ่มการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดการใช้น้ำ (Technological Reduction) เช่น ระบบทำความสะอาดแผงโซลาร์แบบไม่ใช้น้ำ (Waterless Solar Panel Cleaning Systems)
ฟื้นฟูและสร้างใหม่ (Restore & Regenerate):
เราแสดงความรับผิดชอบในการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยผ่านโครงการปลูกป่าในพื้นที่โดยรอบเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูระบบนิเวศและสร้างที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติสำหรับสัตว์ในท้องถิ่น เช่น การช่วยฟื้นฟูป่าและระบบนิเวศในจังหวัดชัยภูมิ
เปลี่ยนผ่าน (Transform):
บริษัทมุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ โดยได้จัดทำนโยบายไม่ตัดไม้ทำลายป่า (No Deforestation Policy) เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้าของเราปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้เรายังทำงานร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่ยั่งยืน

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

ความมุ่งมั่นด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
รายงานการประเมินและเปิดเผยข้อมูลการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

ผลการดำเนินงาน

การประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

การประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพประจำปี 2568 ของบริษัทมุ่งเน้นไปที่ การดำเนินงานโดยตรง ของธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โดยครอบคลุมโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม 8 แห่งและโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 4 แห่งในประเทศไทย พื้นที่ที่ถูกประเมินทั้งหมดรวมถึงพื้นที่ปฏิบัติการและพื้นที่ข้างเคียง คิดเป็นพื้นที่รวม 1,315 เฮกตาร์ จากทั้งหมด 182 แห่ง นอกจากนี้ การประเมินยังพิจารณาในส่วนของห่วงโซ่คุณค่า โดยเน้นไปที่การประเมินเชิงคุณภาพของซัพพลายเออร์ด้านการดำเนินงานและการบำรุงรักษา (O&M) รวมถึงการวิเคราะห์การเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติในส่วนของห่วงโซ่คุณค่าปลายน้ำ ทั้งนี้ บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะขยายขอบเขตการประเมินให้ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมดในอนาคต

ข้อมูลสรุปผลการประเมินพื้นที่ปฏิบัติการของบริษัท โดยระบุถึงพื้นที่ที่มีผลกระทบสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนี้

พื้นที่ทั้งหมดของสถานที่ปฏิบัติการของบริษัท
จำนวนสถานที่
แห่ง
พื้นที่
เฮกตาร์
พื้นที่ที่ประเมินผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
จำนวนสถานที่
แห่ง
พื้นที่
เฮกตาร์
พื้นที่ทั้งหมดที่เข้าข่ายมีผลกระทบ
จำนวนสถานที่
0
แห่ง
พื้นที่
0
เฮกตาร์
พื้นที่ทั้งหมดที่มีแผนการจัดการ
จำนวนสถานที่
0
แห่ง
พื้นที่
0
เฮกตาร์

การเพิ่มพื้นที่สีเขียว

กลุ่มบริษัทได้ตั้งปณิธานที่จะเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเพื่อธรรมชาติของประเทศให้เกิดความสมดุล โดยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวซึ่งเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สร้างระบบนิเวศ ลดภาวะโลกร้อน อีกทั้งยังสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน กลุ่มบริษัทจึงได้จัดทำโครงการปลูกป่าโดยมีเป้าหมายปลูกต้นไม้จำนวน 32,000 ต้น ในพื้นที่ 500 ไร่ ภายในปี พ.ศ. 2580 ในพื้นที่ 7 จังหวัด

เป้าหมายปลูกต้นไม้ จำนวน ต้น
ในพื้นที่ 500 ไร่ ภายในปี พ.ศ. 2580 ในพื้นที่ 7 จังหวัด

กรณีศึกษา/เรื่องราวความสำเร็จ

การบริหารจัดการพันธุ์ไม้พื้นถิ่นและป้องกันพันธุ์ไม้รุกราน

กลุ่มบริษัทดำเนินการบริหารจัดการพืชพรรณในพื้นที่สีเขียว (Green Area) โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อควบคุมการรุกรานของพืชต่างถิ่นและส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพของพืชพรรณพื้นถิ่น

การสำรวจและจำแนกพันธุ์ไม้ (Plant Classification):
จัดทำ Work Instruction และใช้แบบบันทึกในการสำรวจและจำแนกชนิดของต้นไม้ในพื้นที่ดำเนินกิจการ และระบุสถานะของพืชอย่างชัดเจน เช่น พันธุ์ไม้พื้นถิ่น (Native Plants) พันธุ์ไม้ต่างถิ่น (Alien Species) และ พันธุ์ไม้รุกราน (Invasive Plant Species)
การควบคุมพันธุ์ไม้รุกราน:
ดำเนินการ ประเมินความเสี่ยง ของพันธุ์ไม้ต่างถิ่น เพื่อระบุกลุ่มที่เป็น พันธุ์ไม้รุกราน มีมาตรการเชิงรุกในการ กำจัดและควบคุม การแพร่กระจายของพันธุ์ไม้รุกราน เพื่อปกป้องพันธุ์ไม้พื้นถิ่นและระบบนิเวศท้องถิ่น
การส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ:
ส่งเสริมการปลูก พันธุ์ไม้พื้นถิ่น และ พันธุ์ไม้เศรษฐกิจ ที่เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายของพืชพรรณในระยะยาว
การติดตามผล:
มีการ ตรวจสอบติดตามผลการจัดการพันธุ์ไม้ ในพื้นที่ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม

กลุ่มบริษัทตระหนักถึงความจำเป็นในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ในพื้นที่ดำเนินงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม (Wind Power Projects) การจัดการของเรามุ่งเน้นการป้องกันและลดผลกระทบเชิงลบ (Mitigation and Prevention) ที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศ โดยเฉพาะกลุ่มสัตว์ที่อ่อนไหว เช่น นกและค้างคาว การดำเนินงานของเราในพื้นที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ณ จังหวัด ชัยภูมิ นครศรีธรรมราช และสงขลา ยึดมั่นในการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการตามมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ

การศึกษาและติดตามอย่างต่อเนื่อง (Continuous Study and Monitoring)

เราดำเนินการศึกษาและติดตามความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่โครงการอย่างต่อเนื่องเพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้:

1
การติดตามเฉพาะกลุ่ม (Targeted Monitoring):
ในปี 2568 เรายังคงดำเนินการ สำรวจเก็บข้อมูลเพื่อติดตามชนิดและประชากรของนกและค้างคาว ในพื้นที่โครงการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นมาตรการสำคัญในการจัดการความเสี่ยงด้านชีวภาพของโครงการพลังงานลม
2
การจัดทำขั้นตอนมาตรฐาน (Standardized Work Instruction):
เพื่อให้การเก็บข้อมูลมีความน่าเชื่อถือและเป็นมาตรฐานสากล เราได้จัดทำ เอกสารขั้นตอนการสำรวจซากนกและค้างคาว (Investigate Carrion Bird and Bat Work Instruction - WI)
เอกสาร WI นี้กำหนดวิธีการที่ชัดเจนสำหรับการค้นพบ การบันทึกภาพ และการรายงานผลการสำรวจซากนกและค้างคาว เพื่อนำข้อมูลไปจัดทำ ฐานข้อมูล (Database) และใช้ประกอบการวิเคราะห์แนวโน้มเพื่อปรับปรุงมาตรการควบคุมและป้องกันต่อไป การดำเนินการที่รัดกุมนี้ช่วยให้กลุ่มบริษัทสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างโปร่งใส และใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนการตัดสินใจเชิงปฏิบัติการ
การดำเนินงานร่วมกับองค์กรท้องถิ่นและภาคประชาสังคม (Local Organizations & NGOs)

กลุ่มบริษัทมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายภาคประชาสังคมและองค์กรในท้องถิ่น เพื่อบูรณาการการฟื้นฟูระบบนิเวศและการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชุมชน โดยมีโครงการที่สำคัญดังนี้:

ความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและศาสนสถาน:
1
โครงการ EWHK:
ร่วมกับโรงเรียนวัดฉิมหลาในการปลูกต้นไม้จำนวน 400 ต้น เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวและเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านระบบนิเวศ
2
โครงการ EWHK:
ดำเนินการปลูกป่าร่วมกับวัดในท้องที่จำนวน 150 ต้น เพื่อฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวในเขตอภัยทานและพื้นที่สาธารณประโยชน์
การสนับสนุนเครือข่ายภาคประชาชนและหมู่บ้าน:
1
โครงการ ESP:
สนับสนุนพันธุ์กล้าไม้จำนวน 1,200 ต้น ให้แก่ชุมชนในตำบลมะต้อง เพื่อให้ภาคประชาชนนำไปเพิ่มพื้นที่ป่าและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในระดับครัวเรือนและพื้นที่ส่วนกลาง
2
โครงการ ESL และ HNM
มีส่วนร่วมกับกลุ่มหมู่บ้านและภาคประชาชนในพื้นที่รวมกว่า 210 ต้น เพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้และแนวร่วมในการอนุรักษ์ธรรมชาติในระดับท้องถิ่น

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

Annual Environmental and Social Monitoring Report 2023
Biodiversity Commitment
Biodiversity Risk Assessment 2023
Climate-Related Risk Management Report 2023
Energy Management Programs
Greenhouse Gas Emission Target
TCFD – IFRS S2 Climate-Related Disclosures 2024
Waste Management Programs
Water Risk Management Programs
นโยบายการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า
นโยบายการอนุรักษ์พลังงาน
นโยบายการเพิ่มพื้นที่สีเขียว
นโยบายคุณภาพ สิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
รายงานการบริหารจัดการประสิทธิภาพและบริหารความเสี่ยงด้านน้ำแบบบูรณาการ 2567
รายงานการประเมินและเปิดเผยข้อมูลการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ 2567