
ผลการดำเนินงานที่สำคัญ
การบริหารจัดการสู่ความยั่งยืน
ร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไปกับเรา เราเชื่อมั่นว่าการเติบโตของธุรกิจที่แท้จริงต้องมาพร้อมกับการสร้างคุณค่าให้กับโลกใบนี้อย่างสมดุล ไม่ใช่แค่เพียงการสร้างผลกำไร แต่คือการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน เราได้วางรากฐาน Sustainability Framework ที่เปรียบเสมือน DNA ขององค์กร ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืนในทุกมิติ:
ด้วยกรอบการทำงานนี้ เราพร้อมที่จะเป็นผู้นำด้านพลังงานทางเลือกที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งมอบประโยชน์สูงสุดให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม และร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับโลกของเรา
เราได้ผสานความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินธุรกิจ ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ที่เรียกว่า Triple-E Strategy เพื่อให้ทุกก้าวที่เราเดินเป็นไปเพื่อโลกที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง
- การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดในการดำเนินงาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงจากกิจกรรมและกระบวนการผลิตขององค์กร
- การยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ
- การผนึกกำลังกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อส่งเสริมแนวปฏิบัติที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำอย่างครอบคลุม
- การดำเนินการตรวจสอบและทวนสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเข้มงวด พร้อมเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
- การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการนำโซลูชันระบบกักเก็บพลังงานขั้นสูง ที่ใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืน มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน
- การขับเคลื่อนนวัตกรรมในเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
- การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในเทคโนโลยีสะอาดและนวัตกรรมเดิมใหม่ อาทิ เทคโนโลยีการเปลี่ยนของเสียเป็นพลังงาน (Waste-to-Energy), การผลิตไฮโดรเจนสะอาด, และเทคโนโลยี Power-to-X เพื่อเร่งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
- การพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการและครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำของการผลิตพลังงานสะอาด ไปจนถึงปลายน้ำของการใช้งานผลิตภัณฑ์และบริการ
- การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผ่านการดำเนินโครงการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการสร้างคาร์บอนเครดิตและผลักดันการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมร่วมกัน
เราเชื่อมั่นว่าการเติบโตของธุรกิจต้องควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างสมดุล เราจึงให้ความสำคัญกับการจัดการความยั่งยืนในทุกมิติเพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นนี้ เราได้กำหนดนโยบายความยั่งยืนซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการดำเนินงานของเรา
สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
นโยบายความยั่งยืน
การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
แนวทางการบริหารจัดการ
การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศของกลุ่มบริษัท ดำเนินการอย่างเป็นระบบตามแนวทาง TCFD และ IFRS S2โดยเน้นการสร้างความยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงทั้งสองประเภท:
การผสานความร่วมมือในการเปลี่ยนผ่านด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โครงสร้างการกำกับดูแลและบทบาทความรับผิดชอบ
กลุ่มบริษัทได้กำหนด โครงสร้างการกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่าประเด็นสภาพภูมิอากาศได้รับการพิจารณาและจัดการในระดับสูงสุดขององค์กร
สำหรับฝ่ายบริหาร มี คณะบริหารด้านความยั่งยืน (Sustainable Executive Committee-SEC) และ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาอย่างยั่งยืน (VP Sustainable Development Department) เป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก นอกจากนี้ บริษัทยังเชื่อมโยงการจัดการด้านสภาพภูมิอากาศเข้ากับระบบรางวัลและค่าตอบแทนของผู้บริหาร โดยกำหนด ตัวชี้วัดหลัก (KPIs) ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างความรับผิดชอบในทุกระดับอย่างเป็นรูปธรรม
การบริหารจัดการเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม
กลุ่มบริษัทดำเนินงานบนหลักการที่ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำจะต้องเป็น การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition) ซึ่งหมายถึงการดำเนินการที่ประกันว่าการเคลื่อนย้ายไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวนั้น จะต้องคำนึงถึง ความเป็นธรรมทางสังคม และ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสำหรับแรงงานและชุมชนที่อาจได้รับผลกระทบ
การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและงานสีเขียว (Green Jobs):
สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
TCFD - IFRS S2 Climate-related Disclosures
ผลการดำเนินงาน
กรณีศึกษา/เรื่องราวความสำเร็จ
ส่งเสริมการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ
เรามุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการรับมือกับความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการดำเนินโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ผ่านการเข้าร่วม โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย (T-VER) เพื่อสร้างคาร์บอนเครดิตจากโครงการพลังงานสะอาดและโครงการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม



การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม
แนวทางการบริหารจัดการ
กลยุทธ์และนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม
กลุ่มบริษัทมุ่งมั่นที่จะพัฒนามาตรฐานในการบริหารจัดการ และการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญต่อความปลอดภัย สุขอนามัยและสิ่งแวดล้อมในการทำงาน และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งนโยบายดังกล่าวครอบคลุมถึงการปฏิบัติงานและพนักงานของบริษัทฯ รวมไปถึงการให้ความมุ่งมั่นด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัยของบริษัทฯ อีกทั้งบริษัทฯยังให้ความสำคัญต่อการจัดการทรัพยากร ซึ่งครอบคลุมกิจกรรมทางธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ การขนส่ง การจำหน่ายสินค้า การบริการ ตลอดจนมลพิษสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการของเสียและในทุกขั้นตอนต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงกระบวนการการสอบทานธุรกิจ (Due Diligence) การควบรวม และการเข้าซื้อกิจการต่างๆ รวมถึงการวางแผน และดำเนินการ นอกจากนี้ ความมุ่งมั่นนี้ถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงของผู้บริหาร พนักงานทุกคน และมีการถ่ายทอดไปยังคู่ค้า หุ้นส่วนทางธุรกิจตลอดจนผู้รับเหมารวมถึงผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง นโยบายดังกล่าวได้ผ่านการทบทวนและพิจารณาโดยคณะกรรมการบริษัท และลงนามโดยประธานกรรมการบริษัท
โครงสร้างการกำกับดูแลและบทบาทความรับผิดชอบ
กลุ่มบริษัท บริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการบริษัท และคณะกรรมการบริหารโดยมี:
ระบบและกระบวนการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม
การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม
สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
นโยบายคุณภาพ สิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
กรณีศึกษา/เรื่องราวความสำเร็จ
การปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม
กลุ่มบริษัทปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีการละเมิดสิ่งแวดล้อมหรือการเสียค่าปรับที่สำคัญตั้งแต่ปี 2565-2568
ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
กลุ่มบริษัทได้พัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (Environmental Management System: EMS) ตามมาตรฐาน ISO 14001

การจัดการของเสีย
แนวทางการบริหารจัดการ
กลุ่มบริษัทได้ประกาศ "นโยบายคุณภาพ สิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย" โดยมุ่งเน้นการจัดการทรัพยากร มลพิษสิ่งแวดล้อม รวมถึงการบริหารจัดการของเสีย ตลอดจนในทุกขั้นตอนต่อเนื่องตั้งแต่การวางแผน ออกแบบ และดำเนินการ โดยมีการกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และมีการปรับปรุงกระบวนการทำงานและระบบการจัดการอย่างต่อเนื่อง กลุ่มบริษัทบริหารจัดการของเสียซึ่งเป็นไปตามนโยบายคุณภาพ สิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการบริษัท คณะกรรมการบริหาร ฝ่ายอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยฝ่ายอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม มีหน้าที่ในการกำหนดแผนปฏิบัติการ พิจารณาการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และรายงานผลการดำเนินงานต่อผู้บริหารระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ
กระบวนการบริหารจัดการของเสีย
กลุ่มบริษัทดำเนินการบริหารจัดการของเสียตามแนวคิด ลำดับขั้นของการจัดการของเสีย (Waste Hierarchy) โดยเน้นการป้องกันและลดการเกิดของเสียที่ต้นทางให้มากที่สุด และขับเคลื่อนด้วยแนวคิด Circular Economy ดังนี้:
ผลการดำเนินงาน
การลงทุนและวิจัยเพื่อการบริหารจัดการของเสียอย่างยั่งยืน
กลุ่มบริษัทได้ดำเนินการประเมินและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment: LCA) ของการผลิต Iso-Paraffin สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ด้วยเทคโนโลยี Hydroprocessed Esters and Fatty Acids (HEFA) โดยมีขอบเขตการศึกษาแบบ “Cradle-to-Gate” ครอบคลุมตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การขนส่งวัตถุดิบมายังโรงงานผลิต กระบวนการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนจากน้ำมันพืชใช้แล้ว และการกำจัดของเสียที่เกิดขึ้นจากการผลิต (ระบบบำบัดน้ำเสีย) เพื่อให้มั่นใจในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่า
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านนวัตกรรมและการลงทุนสีเขียว
ในปี 2568 กลุ่มบริษัทได้ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยจัดสรรงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมสีเขียวกว่า 5.4 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการต่อเนื่องเชิงกลยุทธ์จากปีก่อนหน้า โครงการสำคัญได้แก่
กรณีศึกษา/เรื่องราวความสำเร็จ
โครงการลดปริมาณของเสีย
โครงการนำเศษอาหารมาแปรสภาพเป็นปุ๋ยหมักโดยใช้ถังหมักที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ และนำปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้ไปใช้ในการเพาะปลูกพืชในอนาคต สามารถลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบได้จำนวน 2.06 ตัน
กลุ่มบริษัทมีการนำแผงโซล่าที่เริ่มด้อยประสิทธิภาพมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้งานในพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของกลุ่มบริษัท หรือบริจาคให้แก่ชุมชนเพื่อนำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า
โครงการรีไซเคิลตามหลักการ 3Rs ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อมุ่งลดปริมาณของเสียที่ต้องนำไปฝังกลบ สามารถลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบได้จำนวน 3,912.70 ตัน
การจัดการพลังงาน
แนวทางการบริหารจัดการ
กลุ่มบริษัทมีแนวทางในการบริหารจัดการด้านพลังงาน โดยการพัฒนาระบบการจัดการพลังงานให้มีความเหมาะสม อีกทั้งมีการกำหนดเป้าหมายและจัดทำแผนโครงการอนุรักษ์พลังงานประจำปี เพื่อใช้เป็นแนวทางในการลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงและไฟฟ้า
ผลการดำเนินงาน
กรณีศึกษา/เรื่องราวความสำเร็จ
โครงการลดการใช้พลังงาน



การบริหารจัดการน้ำ
แนวทางการบริหารจัดการ
นโยบายด้านการจัดการน้ำ
กลุ่มบริษัทดำเนินการตามนโยบายคุณภาพ สิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่ครอบคลุมการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งมั่นที่จะลดปริมาณการดึงน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นยุทธศาสตร์การนำน้ำที่ใช้แล้วกลับมาใช้ซ้ำในกระบวนการผลิตและปฏิบัติการ เพื่อสร้างความยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงด้านน้ำในระยะยาว
กระบวนการบริหารจัดการน้ำ
การประเมินความเสี่ยงความตึงเครียดด้านน้ำ (Water Stress)
กลุ่มบริษัทให้ความสำคัญกับการประเมินและระบุ ความเสี่ยงด้านน้ำ (Water Risk) อย่างเป็นระบบ โดยใช้เครื่องมือระดับสากล ได้แก่ WWF Water Risk Filter (WWF WRF) และ WRI Aqueduct เพื่อประเมินความเสี่ยงด้าน กายภาพ (Physical Risk) (เช่น ภาวะขาดแคลนน้ำ) และความเสี่ยงด้าน กฎระเบียบ (Regulatory Risk) และ ชื่อเสียง (Reputational Risk) ที่เกี่ยวข้องกับน้ำ
มาตรการลดการใช้น้ำและเพิ่มประสิทธิภาพ
กลุ่มบริษัทมีการดำเนินการตามแผนบริหารจัดการน้ำ โดยเน้นหลักการ 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) โดยมีมาตรการสำคัญดังนี้:
การมีส่วนร่วม
กลุ่มบริษัทตระหนักถึงบทบาทขององค์กรในการเป็นผู้ดูแลทรัพยากรน้ำที่ดี (Water Stewardship) โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง Water Stress เราจึงดำเนินการบริหารจัดการน้ำโดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย:
สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
รายงานการบริหารจัดการประสิทธิภาพและบริหารความเสี่ยงด้านน้ำแบบบูรณาการ
ผลการดำเนินงาน
กรณีศึกษา/เรื่องราวความสำเร็จ
โครงการลดปริมาณการใช้น้ำ



การจัดการมลพิษทางอากาศ
แนวทางการบริหารจัดการ
กลุ่มบริษัทบริหารจัดการมลพิษทางอากาศภายใต้การกำกับดูแลของ คณะกรรมการบริษัท และ คณะกรรมการบริหาร โดยมี ฝ่ายอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีหน้าที่หลักในการกำหนดแผนปฏิบัติการสิ่งแวดล้อม การติดตามการปล่อยมลพิษ และรายงานผลการดำเนินงานต่อผู้บริหารระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ นโยบายหลักคือ "นโยบายคุณภาพ สิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย" โดยมุ่งเน้นการควบคุม ป้องกัน และลดผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่เกิดจากกิจกรรมการผลิตหรือการดำเนินงานเพื่อให้คุณภาพอากาศอยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อสุขภาพของพนักงาน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมกระบวนการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศ
ระบบและกระบวนการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศ
การควบคุมมลพิษดำเนินการภายใต้ ระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS) ISO 14001 ที่เข้มงวด โดยมีขั้นตอนดังนี้:
การมีส่วนร่วม
กลุ่มบริษัทมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสม่ำเสมอ โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมกับชุมชน เพื่อส่งเสริมกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์ และการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนในพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายและรายงานที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น รายงานประมวลหลักการปฏิบัติ (Code of Practice: CoP) , รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (Initial Environmental Examination: IEE) และรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) เป็นต้น
สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
คู่มือบริษัท
ผลการดำเนินงาน
กรณีศึกษา/เรื่องราวความสำเร็จ
การติดตั้งระบบควบคุมมลพิษ
นอกจากการลดมลพิษทางอ้อมแล้ว กลุ่มบริษัทยังคงรักษาความเข้มงวดในการควบคุมมลพิษที่เกิดจากแหล่งกำเนิดโดยตรง ในทุกพื้นที่ปฏิบัติงานมีการติดตั้งและบำรุงรักษาระบบควบคุมมลพิษทางอากาศที่เหมาะสมกับแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างต่อเนื่อง เช่น ระบบบำบัดอากาศแบบเปียก (Wet Scrubber), ระบบดูดซับด้วยถ่านกัมมันต์ (Activated Carbon), และมัลติไซโคลน (Multicyclone)
การตรวจวัดและเฝ้าระวัง
บริษัทมีการตรวจวัดคุณภาพอากาศโดยรวมและปริมาณการปล่อยมลพิษ (NOx, SO2, VOCs, TSP) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าการปล่อยมลพิษทางอากาศเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด และอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าข้อกำหนด เพื่อปกป้องสุขภาพของพนักงานและชุมชนโดยรอบ
การจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ
เป้าหมาย
แนวทางการบริหารจัดการ
การกำหนดนโยบายและกลไกการปฏิบัติที่ชัดเจนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ กลุ่มบริษัทได้นำนโยบายและคำมั่นสัญญามาใช้เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานสำหรับการปกป้องและควบคุมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการลดผลกระทบเชิงลบจากกิจกรรมทางธุรกิจ กลุ่มบริษัทได้นำนโยบายหลักสองฉบับดังต่อไปนี้ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทการดำเนินงาน:
กลุ่มบริษัทกำหนดให้มีการพิจารณาและประเมินความหลากหลายทางชีวภาพ ในทุกขั้นตอนของกระบวนการทำงาน โดยมีการดำเนินการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่โครงการที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง เพื่อรวบรวมข้อมูลและพัฒนาแผนลดผลกระทบก่อนการเริ่มดำเนินการ ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร และพนักงานทุกคนรับทราบและปฏิบัติตามนโยบายอย่างเคร่งครัด และมีการติดตามการดำเนินงานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าทุกฝ่ายจะดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน
โครงสร้างการกำกับดูแลและบทบาทความรับผิดชอบ
การกำกับดูแลรวมศูนย์และการบูรณาการความเสี่ยง
แนวทางการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพของกลุ่มบริษัทถูกบูรณาการอย่างเป็นระบบเข้ากับ กรอบการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร (ERM) เพื่อให้มั่นใจว่าความเสี่ยงด้านธรรมชาติถูกระบุ ประเมินและจัดการด้วยความเข้มงวดและสอดคล้องเช่นเดียวกับความเสี่ยงทางธุรกิจหลักอื่น ๆ
คณะกรรมการที่รับผิดชอบและการกำกับดูแล
โครงสร้างการกำกับดูแลของกลุ่มบริษัทในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพมีดังนี้
กระบวนการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ
การประเมินและเปิดเผยข้อมูลการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
กลุ่มบริษัทได้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงและจัดทำรายงานขึ้น โดยยึดตามกรอบการประเมิน LEAP (Locate, Evaluate, Assess, Prepare) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ Taskforce on Nature-related Financial Disclosures (TNFD) เพื่อให้มั่นใจว่าความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติถูกระบุและจัดการอย่างเป็นระบบ
ในการประเมินนี้ บริษัทได้ใช้เครื่องมือมาตรฐานสากลเพื่อระบุความเสี่ยงและผลกระทบ เช่น WWF Biodiversity Risk Filter สำหรับคัดกรองความเสี่ยงทั่วทั้งพอร์ตโฟลิโอ และระบุพื้นที่เสี่ยง (Hotspots) ใช้เครื่องมือ ENCORE (Exploring Natural Capital Opportunities, Risks and Exposure) ในการประเมินการพึ่งพา (Dependencies) ของธุรกิจต่อบริการของระบบนิเวศ
การประเมินนี้ครอบคลุมการดำเนินงานโดยตรงของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทย ซึ่งเป็นกิจกรรมหลักที่มีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับที่ดินและระบบนิเวศ ในส่วนห่วงโซ่คุณค่าต้นน้ำ (Upstream) มุ่งเน้นไปที่ซัพพลายเออร์สำหรับการดำเนินงานและการบำรุงรักษา (O&M) และห่วงโซ่คุณค่าปลายน้ำ (Downstream) รับทราบถึงปฏิสัมพันธ์ที่สำคัญกับระบบส่งจ่ายไฟฟ้าผ่านสถานีไฟฟ้าย่อยที่ดำเนินการโดยหน่วยงานรัฐ
จากการประเมินพบว่าธุรกิจของเรามีความพึ่งพิง (Dependencies) ต่อระบบนิเวศหลายประการ โดยเฉพาะเสถียรภาพของสภาพภูมิอากาศ (Climate Stability) ซึ่งเป็นผลจากการควบคุมสภาพภูมิอากาศของระบบนิเวศ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสม่ำเสมอของรูปแบบลม และแหล่งน้ำผิวดิน ซึ่งจำเป็นต่อการทำความสะอาดแผงโซลาร์เพื่อรักษาประสิทธิภาพการผลิต
นอกจากนี้ยังระบุถึงความเสี่ยงสำคัญ (Impacts) ที่ต้องเฝ้าระวัง เช่น ความเสี่ยงจากสัตว์ป่า (Wildlife Hazard Risk) สาเหตุหลักคือความเสี่ยงจากการชนของนกและค้างคาวกับกังหันลม และความเสี่ยงด้านชื่อเสียง (Reputational Risk) โดยโครงการพลังงานลมถูกระบุว่าเป็นจุดที่มีความเสี่ยงด้านชื่อเสียงสูง เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับพื้นที่อนุรักษ์และพื้นที่สำคัญทางชีวภาพ (KBAs) บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะใช้ผลการประเมินนี้เป็นรากฐานในการพัฒนากลยุทธ์และมาตรการลดผลกระทบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในขั้นตอนต่อไปจะมีการ ประเมินเชิงลึกเฉพาะพื้นที่ (Site-Specific Deep-Dive Assessment) สำหรับพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง โดยใช้เครื่องมือ IBAT (Integrated Biodiversity Assessment Tool) เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan - BAP) ที่เหมาะสมต่อไป
การประยุกต์ใช้หลักการบรรเทาผลกระทบตามลำดับขั้น (Mitigation Hierarchy Principle)
ในการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เราได้นำหลักการบรรเทาผลกระทบตามลำดับขั้นมาใช้เป็นแนวทางหลักในการบริหารจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมุ่งเน้นการป้องกันและลดผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงานของเราอย่างเป็นระบบและครอบคลุมในทุกขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกการเติบโตทางธุรกิจของเราจะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ
ผลการดำเนินงาน
การประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
การประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพประจำปี 2568 ของบริษัทมุ่งเน้นไปที่ การดำเนินงานโดยตรง ของธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โดยครอบคลุมโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม 8 แห่งและโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 4 แห่งในประเทศไทย พื้นที่ที่ถูกประเมินทั้งหมดรวมถึงพื้นที่ปฏิบัติการและพื้นที่ข้างเคียง คิดเป็นพื้นที่รวม 1,315 เฮกตาร์ จากทั้งหมด 182 แห่ง นอกจากนี้ การประเมินยังพิจารณาในส่วนของห่วงโซ่คุณค่า โดยเน้นไปที่การประเมินเชิงคุณภาพของซัพพลายเออร์ด้านการดำเนินงานและการบำรุงรักษา (O&M) รวมถึงการวิเคราะห์การเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติในส่วนของห่วงโซ่คุณค่าปลายน้ำ ทั้งนี้ บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะขยายขอบเขตการประเมินให้ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมดในอนาคต
ข้อมูลสรุปผลการประเมินพื้นที่ปฏิบัติการของบริษัท โดยระบุถึงพื้นที่ที่มีผลกระทบสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนี้
การเพิ่มพื้นที่สีเขียว
กลุ่มบริษัทได้ตั้งปณิธานที่จะเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเพื่อธรรมชาติของประเทศให้เกิดความสมดุล โดยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวซึ่งเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สร้างระบบนิเวศ ลดภาวะโลกร้อน อีกทั้งยังสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน กลุ่มบริษัทจึงได้จัดทำโครงการปลูกป่าโดยมีเป้าหมายปลูกต้นไม้จำนวน 32,000 ต้น ในพื้นที่ 500 ไร่ ภายในปี พ.ศ. 2580 ในพื้นที่ 7 จังหวัด
กรณีศึกษา/เรื่องราวความสำเร็จ
การบริหารจัดการพันธุ์ไม้พื้นถิ่นและป้องกันพันธุ์ไม้รุกราน
กลุ่มบริษัทดำเนินการบริหารจัดการพืชพรรณในพื้นที่สีเขียว (Green Area) โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อควบคุมการรุกรานของพืชต่างถิ่นและส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพของพืชพรรณพื้นถิ่น

การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม
กลุ่มบริษัทตระหนักถึงความจำเป็นในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ในพื้นที่ดำเนินงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม (Wind Power Projects) การจัดการของเรามุ่งเน้นการป้องกันและลดผลกระทบเชิงลบ (Mitigation and Prevention) ที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศ โดยเฉพาะกลุ่มสัตว์ที่อ่อนไหว เช่น นกและค้างคาว การดำเนินงานของเราในพื้นที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ณ จังหวัด ชัยภูมิ นครศรีธรรมราช และสงขลา ยึดมั่นในการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการตามมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ
การศึกษาและติดตามอย่างต่อเนื่อง (Continuous Study and Monitoring)
เราดำเนินการศึกษาและติดตามความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่โครงการอย่างต่อเนื่องเพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้:


การดำเนินงานร่วมกับองค์กรท้องถิ่นและภาคประชาสังคม (Local Organizations & NGOs)
กลุ่มบริษัทมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายภาคประชาสังคมและองค์กรในท้องถิ่น เพื่อบูรณาการการฟื้นฟูระบบนิเวศและการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชุมชน โดยมีโครงการที่สำคัญดังนี้:

