อาชีวอนามัยและความปลอดภัย

เป้าหมายและผลการดำเนินงาน
เป้าหมาย
อัตราความถี่ของการบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงาน (LTIFR)
ต่ำกว่า ครั้งต่อหนึ่งล้านชั่วโมงการทำงาน
ภายในปี พ.ศ.2573
0 ราย ต่อล้านชั่วโมงการทำงาน
ภายในปี พ.ศ.2583
ผลการดำเนินงาน
อัตราความถี่ของการบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงาน (LTIFR)
หน่วย : ครั้งต่อหนึ่งล้านชั่วโมงการทำงาน
พนักงาน
ผู้รับเหมา

แนวทางการบริหารจัดการ

นโยบายคุณภาพ สิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย

กลุ่มบริษัทได้ประกาศ นโยบายคุณภาพ สิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย โดยมุ่งมั่นในการลดความเสี่ยงและความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมจัดสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะสำหรับพนักงาน ผู้รับเหมา และผู้มีส่วนได้เสีย และมีเป้าหมายสูงสุดคือการเป็นองค์กรที่ปลอดอุบัติเหตุ นโยบายดังกล่าวเน้นย้ำ การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องในระบบบริหารจัดการความปลอดภัย และมีการกำหนดเป้าหมายทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ นอกจากนี้ยังมีข้อผูกพันในการควบคุม ป้องกัน และลดความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัย และส่งเสริมสุขภาพของพนักงาน ชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

โครงสร้างการกำกับดูแลและบทบาทความรับผิดชอบ

กลุ่มบริษัทดำเนินการบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยภายใต้กรอบมาตรฐานสากล ISO 45001:2018 ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน และนำหลักการการบริหารจัดการความปลอดภัยของกระบวนการผลิต (Process Safety Management, PSM) มาใช้ในการควบคุมความเสี่ยงในกระบวนการผลิตที่มีความซับซ้อนเพื่อป้องกันเหตุการณ์ความผิดปกติที่อาจส่งผลกระทบต่อบุคลากร ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อม

1
คณะกรรมการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (คปอ.):
ทำหน้าที่กำหนดมาตรการความปลอดภัย วางแผนควบคุมอุบัติเหตุ ตรวจสอบความปลอดภัยของอุปกรณ์ เครื่องจักร และสถานที่ทำงาน ตลอดจนติดตามผลการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับกฎหมายและแนวปฏิบัติของหน่วยงานกำกับดูแล
2
การกำกับดูแลโดยผู้บริหารระดับสูง:
คณะกรรมการระดับบริหารทำหน้าที่กำกับดูแลผลกระทบด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยและติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง การจัดตั้งคณะกรรมการดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการยกระดับความปลอดภัยในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน โรงงานเชื้อเพลิงชีวภาพ และอุตสาหกรรมยานยนต์ให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับกฎหมายทุกฉบับ เพื่อสนับสนุนให้การดำเนินงานมีความปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงาน มีประสิทธิภาพสูงสุด และยั่งยืนในระยะยาว

กระบวนการและมาตรการบริหารจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

กระบวนการระบุอันตราย ประเมินความเสี่ยง และสอบสวนเหตุการณ์ (Hazard Identification and Risk Assessment)

กลุ่มบริษัทมีกระบวนการในการบ่งชี้ความเป็นอันตราย การประเมินความเสี่ยง (Hazard Identification and Risk Assessment) เพื่อระบุประเด็นปัญหาความเสี่ยง (Risk)และโอกาส (Opportunity) ครอบคลุมกระบวนการปฎิบัติงาน กิจกรรมและพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน และกำหนดมาตรการป้องกัน และควบคุมอันตราย โดยมุ่งเน้นการขจัดความเสี่ยงและอันตรายในการทำงาน การบ่งชี้ประเด็นความเสี่ยงที่จะเกิดความไม่ปลอดภัยหรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานในทุกกิจกรรมหลัก โดยครอบคลุมทั้งกิจกรรมของพนักงาน กิจกรรมของผู้รับเหมา รวมถึงมีการติดตามผลการดำเนินงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของผู้รับเหมาอย่างใกล้ชิดและยังได้เตรียมความพร้อมในการรองรับการเกิดเหตุฉุกเฉินต่างๆ เช่น การตรวจสอบระบบเตือนภัย เส้นทางหนีไฟ ไฟส่องสว่างฉุกเฉิน ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ และอุปกรณ์ระงับเหตุฉุกเฉินต่างๆ ตลอดจนมีการฝึกซ้อมทีมระงับเหตุฉุกเฉินให้มีความพร้อมปฏิบัติงานอยู่เสมอ

กระบวนการจัดการอุบัติการณ์และการสอบสวน (Incident Management and Investigation Process)

กลุ่มบริษัทมี กระบวนการจัดการอุบัติเหตุ การบาดเจ็บ เจ็บป่วย และโรคที่เกิดจากการทำงาน อย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการเข้ากับ มาตรฐาน ISO 45001:2018 ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน เพื่อให้ครอบคลุมทุกขั้นตอนตั้งแต่การป้องกันจนถึงการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

ลำดับขั้นการจัดการอุบัติการณ์ (Incident Management Stages)

รายละเอียดการดำเนินการ
  • การระบุ: พนักงานหรือผู้พบเห็นต้องระบุและรายงานเหตุการณ์ทั้งหมดทันที (รวมถึง Near Misses และ Hazards)
  • การบันทึก: จัดทำบันทึกเหตุการณ์อุบัติเหตุ การเจ็บป่วย หรือโรคจากการทำงานอย่างเป็นทางการ
จุดมุ่งหมาย

ความรวดเร็วในการรายงาน (Timeliness) เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ

รายละเอียดการดำเนินการ

ดำเนินการสอบสวนและวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริง (Root Cause Analysis - RCA) วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และระบุข้อบกพร่องในระบบการควบคุม

จุดมุ่งหมาย

การเข้าถึงสาเหตุที่แท้จริง (Root Cause) เพื่อให้มาตรการแก้ไขตรงจุด

รายละเอียดการดำเนินการ

กำหนดมาตรการ แก้ไข (Corrective) และ ป้องกัน (Preventive) ที่ชัดเจนและมีผู้รับผิดชอบ (CAPAs)

จุดมุ่งหมาย

การนำหลัก Mitigation Hierarchy มาใช้ในการแก้ไข

รายละเอียดการดำเนินการ

ติดตามผลการดำเนินงานของมาตรการแก้ไขและตรวจสอบประสิทธิผล เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการที่กำหนดสามารถป้องกันการเกิดซ้ำได้อย่างแท้จริง

จุดมุ่งหมาย

การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement)

รายละเอียดการดำเนินการ

จัดทำบันทึกและรายงานต่อผู้บริหารระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ และรายงานต่อหน่วยงานกำกับดูแลตามกฎหมาย

จุดมุ่งหมาย

การปฏิบัติตามกฎหมาย (Compliance) และความโปร่งใส

การสอบสวนกรณีร้ายแรงและการจัดการกรณีเสียชีวิต (Serious Incident and Fatality Management)

สำหรับอุบัติการณ์ร้ายแรงที่ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรง หรือ กรณีเสียชีวิต (Fatality) กลุ่มบริษัทมีขั้นตอนการจัดการที่เพิ่มความเข้มงวดและโปร่งใสยิ่งขึ้น

การจัดการเฉพาะสำหรับกรณีเสียชีวิต/ร้ายแรง
  • การดำเนินการทันที: (1) แจ้งผู้บริหารระดับสูงและ คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงทันที (2) ประสานงานกับหน่วยงานฉุกเฉินและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (3) คุ้มครองพื้นที่เกิดเหตุเพื่อรักษาพยานหลักฐานสำหรับการสอบสวน
ความรับผิดชอบหลัก

ผู้จัดการปฏิบัติการและฝ่าย HSE

การจัดการเฉพาะสำหรับกรณีเสียชีวิต/ร้ายแรง

จัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุร้ายแรง (ประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูง, ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย, ตัวแทนจาก คปอ.) เพื่อดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นอิสระและรอบด้าน (การสอบสวนจะต้องครอบคลุมพนักงานและผู้รับเหมา)

ความรับผิดชอบหลัก

คณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุร้ายแรง

การจัดการเฉพาะสำหรับกรณีเสียชีวิต/ร้ายแรง

วิเคราะห์หาสาเหตุรากฐาน (Root Cause Analysis, RCA) ด้วยเครื่องมือเชิงลึก เช่น Fishbone Diagram และกำหนดมาตรการแก้ไขที่เป็นไปตามหลักการบรรเทาผลกระทบตามลำดับขั้น (Mitigation Hierarchy) เพื่อขจัดหรือลดความเสี่ยงอย่างถาวร

ความรับผิดชอบหลัก

ฝ่าย HSE และ คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง

การจัดการเฉพาะสำหรับกรณีเสียชีวิต/ร้ายแรง

ดำเนินการเยียวยาและให้ความช่วยเหลือ ครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเร่งด่วนและเป็นธรรมตามกฎหมายและสวัสดิการของบริษัท

ความรับผิดชอบหลัก

ฝ่ายทรัพยากรบุคคลและฝ่ายกฎหมาย

การจัดการเฉพาะสำหรับกรณีเสียชีวิต/ร้ายแรง

ผลการสอบสวนและมาตรการแก้ไขจะต้องถูก ทบทวนและอนุมัติโดยคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง และคณะกรรมการบริษัท เพื่อให้มั่นใจว่ามีการกำกับดูแลในระดับสูงสุด

ความรับผิดชอบหลัก

คณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

นโยบายคุณภาพ สิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย

ผลการดำเนินงาน

รายงานตัวชี้วัดการปฏิบัติงานจากอัตราการบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงาน (LTIFR) และอัตราการเสียชีวิตจากการทำงาน ทั้งของพนักงานและผู้รับเหมา ดังนี้

ชั่วโมงการทํางานรวม
ชั่วโมง
กลุ่มธุรกิจไบโอดีเซล: 568,717 ชั่วโมง
กลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน: 259,710 ชั่วโมง
กลุ่มธุรกิจแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้าพาณิชย์ 820,531 ชั่วโมง
กลุ่มธุรกิจอื่นๆ 586,777 ชั่วโมง
จำนวนพนักงานรวมของบริษัทและบริษัทย่อย
ราย
กลุ่มธุรกิจไบโอดีเซล: 188 ราย
กลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน: 101 ราย
กลุ่มธุรกิจแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้าพาณิชย์ 401 ราย
กลุ่มธุรกิจอื่นๆ 283 ราย
อัตราความถี่ของการบาดเจ็บทั้งหมด (TIFR) หน่วย: ครั้งต่อหนึ่งล้านชั่วโมงการทํางาน
ค่าเฉลี่ยทุกบริษัท
พนักงาน
ผู้รับเหมา
อัตราความถี่ของการบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงาน (LTIFR) หน่วย: ครั้งต่อหนึ่งล้านชั่วโมงการทํางาน
ค่าเฉลี่ยทุกบริษัท
พนักงาน 0.89
ผู้รับเหมา 1.70
การเสียชีวิตจากการทํางาน
1 ราย
พนักงาน: 1 ราย
ผู้รับเหมา 0 ราย
การเจ็บป่วยด้วยโรคจากการทำงาน
0 ราย
พนักงาน: 0 ราย
ผู้รับเหมา 0 ราย

กรณีศึกษา/เรื่องราวความสำเร็จ

การบูรณาการ OHS ในเทคโนโลยีดิจิทัล

กลุ่มบริษัทมุ่งเน้นการนำโปรแกรม มาใช้เป็นแพลตฟอร์มหลักในการสนับสนุนงานด้านความปลอดภัย เพื่อสร้างระบบการจัดการที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพสูง รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงรุก (Visualization and Analytics) เพื่อเฝ้าระวังเชิงรุก (Proactive Monitoring) และลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย

จัดกิจกรรมเสริมสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เช่น การสื่อสารด้านความปลอดภัย (Safety Talk) , จิตสำนึกด้านความปลอดภัย (Safety Mind), และ Safety Patrol เพื่อรณรงค์ให้ทุกคนในองค์กรตระหนักถึงความปลอดภัย

การส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก

ดำเนินการ ประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานโดยแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ และเข้าร่วมโครงการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น “โครงการปลอดโรค ปลอดภัย กายใจเป็นสุข” เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงานในทุกมิติ


การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล

เป้าหมายและผลการดำเนินงาน
เป้าหมาย
ร้อยละของพนักงานหญิงต่อจำนวนพนักงานทั้งหมด
อย่างน้อย %
ภายในปี พ.ศ.2569
ผลการดำเนินงาน
ร้อยละ
เป็นพนักงานหญิง

แนวทางการบริหารจัดการ

นโยบายการบริหารจัดการพนักงาน

กลุ่มบริษัทมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลภายใต้หลักธรรมาภิบาลและการเคารพสิทธิมนุษยชนตามมาตรฐานสากล โดยยึดถือข้อผูกพันด้านการจ้างงานที่เป็นธรรม ครอบคลุมการจ่ายค่าตอบแทนที่สอดคล้องกับค่าครองชีพจริง (Living Wage) การดูแลชั่วโมงการทำงานที่เหมาะสม และการเคารพสิทธิในการรวมกลุ่มเจรจาต่อรองเพื่อสุขภาวะที่ดีของบุคลากร นอกจากนี้เรายังให้ความสำคัญกับนโยบายด้านความหลากหลายและความเท่าเทียม (Diversity, Equity & Inclusion) โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติในเรื่องเพศ เชื้อชาติ ศาสนา หรือความแตกต่างใดๆ พร้อมทั้งมีนโยบายต่อต้านการล่วงละเมิดในที่ทำงานและจัดให้มีช่องทางรับร้องเรียนที่เป็นความลับ

กลุ่มบริษัทมีกระบวนการสื่อสารนโยบาย ระเบียบและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานแรงงานไปยังบุคลากรทุกระดับอย่างมีประสิทธิภาพ (Communicated Globally) โดยกำหนดให้นโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรปฐมนิเทศพนักงานใหม่ และเผยแพร่ผ่านระบบ Intranet รวมถึงช่องทางสื่อสารภายในดิจิทัลขององค์กร นอกจากนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันและเคารพในความหลากหลาย กลุ่มบริษัทได้จัดทำจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ สำหรับรูปแบบ 2 ภาษา (Bilingual) ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานทุกคนสามารถเข้าถึงและทำความเข้าใจได้อย่างครบถ้วน

โครงสร้างการกำกับดูแลและบทบาทความรับผิดชอบ

กลุ่มบริษัทกำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลด้านการบริหารจัดการพนักงานอย่างเป็นระบบ โดยมีการมอบหมายบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบตั้งแต่ระดับคณะกรรมการบริษัทจนถึงระดับปฏิบัติการ เพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลสอดคล้องกับทิศทางธุรกิจและหลักการกำยับดูแลกิจการที่ดี ดังนี้:

บทบาทและความรับผิดชอบหลัก และติดตามผล
  • การกำกับดูแลสูงสุด: กำหนดวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ และกรอบนโยบายหลักด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล รวมถึงกำกับดูแลผลกระทบและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับพนักงานเพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน
บทบาทและความรับผิดชอบหลัก และติดตามผล
  • การพิจารณาและคัดเลือก: เสนอหลักเกณฑ์การสรรหาพนักงานระดับบริหาร และพิจารณาความเหมาะสมของโครงสร้างค่าตอบแทนที่เป็นธรรม (Fair Compensation) ให้สอดคล้องกับผลการดำเนินงาน
บทบาทและความรับผิดชอบหลัก และติดตามผล
  • ให้คำแนะนำ : เสนอแนะด้านนโยบายกลยุทธ์ และติดตามแผนงานให้เป็นไปตามกรอบเวลาและบรรลุเป้าหมาย
บทบาทและความรับผิดชอบหลัก และติดตามผล
  • การดำเนินงานเชิงกลยุทธ์ : รับผิดชอบหลักในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ตั้งแต่การสรรหา (Recruitment) การบริหารจัดการ (Management) การพัฒนาศักยภาพ (Learning&Development) ไปจนถึงการดูแลสุขภาวะและส่งเสริมความผูกพันของพนักงาน รวมถึงการพัฒนาองค์กร (Organization Development) ด้านบุคลากรอย่างต่อเนื่อง

กระบวนการและมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล

การบริหารทุนมนุษย์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Human Capital Management)

กลุ่มบริษัทเชื่อมั่นว่า "บุคลากรที่ใช่" คือกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมพลังงานแห่งอนาคต เราจึงมุ่งเน้นการบริหารจัดการวงจรชีวิตพนักงาน (Employee Lifecycle) ตั้งแต่การสรรหาเชิงรุกไปจนถึงการรักษาพนักงานที่มีศักยภาพสูง ดังนี้:

1
การสรรหาบุคลากรเชิงกลยุทธ์และสร้างอัตลักษณ์คนอีเอ (Strategic Talent Acquisition & Employer Branding)
เพื่อให้ได้บุคลากรที่เป็นทั้ง "คนเก่ง" และ "คนดี" ที่มีวิสัยทัศน์สอดคล้องกับ E@ DNA กลุ่มบริษัท จึงเปลี่ยนผ่านกระบวนการสรรหาแบบดั้งเดิมสู่การสรรหาเชิงรุก (Proactive Recruitment):
  • เดินสายสร้างสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยชั้นนำ (Roadshow) และร่วมกิจกรรม Job Fair ทั้งรูปแบบ Onsite และ Online เพื่อดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z) หรือแรงงานจบใหม่ ซึ่งเป็นโครงการเพื่อเปิดโอกาสในการจ้างงานให้กลุ่มคนหนุ่มสาว (Youth unemployment initiatives) ที่สนใจเทคโนโลยีพลังงานสะอาด
  • Cultural Fit Assessment: บูรณาการการประเมินอัตลักษณ์องค์กรเข้ากับกระบวนการคัดเลือก เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานใหม่จะสามารถปรับตัวและร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรมไปพร้อมกับกลุ่มบริษัท ได้อย่างรวดเร็ว
  • กำหนดมาตรฐานการสรรหาพนักงานผ่านกลไกที่สำคัญ ได้แก่ เสริมสร้างทักษะหัวหน้างานที่รับผิดชอบการตัดสินใจจ้างงานพนักงานใหม่ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาคู่มือการสัมภาษณ์งานเพื่อให้สามารถคัดเลือกทักษะของผู้สมัครได้ตรงตามบริบทขององค์กร
2
การสร้างเส้นทางสู่อาชีพและบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ใหม่ (Internship & Talent Pipeline)
กลุ่มบริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง (Experiential Learning) ผ่านโครงการ EA Internship Program:
  • การเรียนรู้เชิงบูรณาการ: มุ่งเน้นรูปแบบสหกิจศึกษาและทวิภาคี โดยมีพนักงานพี่เลี้ยง (Mentor) คอยถ่ายทอดทักษะเฉพาะทางและการทำงานร่วมกับผู้อื่น
3
การบริหารผู้เชี่ยวชาญหลังเกษียณ (Senior Expert Re-Employment Program)
เพื่อรักษาภูมิปัญญาองค์กร (Organizational Wisdom) และส่งเสริมความหลากหลายทางอายุ (Age Diversity) กลุ่มบริษัท จึงริเริ่มโครงการ Re-Employment Program:
  • Knowledge Transfer: เปิดโอกาสให้พนักงานเกษียณอายุที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Technical Specialist) กลับเข้ามาปฏิบัติงาน เพื่อทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะขั้นสูงให้แก่พนักงานรุ่นหลัง

การบริหารจัดการพนักงาน (Human Resources Management)

สิทธิประโยชน์และค่าตอบแทนที่เป็นธรรม (Compensation & Living Wage)

กลุ่มบริษัทมุ่งเน้นการจัดสรรสวัสดิการและค่าตอบแทนที่ครอบคลุมและเป็นธรรม เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและสร้างความมั่นคงให้แก่บุคลากรในทุกระดับ โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่หลักดังนี้:

1
การดูแลสุขภาวะและคุณภาพชีวิต (Health & Well-being)
  • การประกันภัยกลุ่ม (Group Insurance): พนักงานจะได้รับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลผ่านระบบประกันกลุ่มของบริษัท นอกจากนี้ยังขยายความคุ้มครองไปยังครอบครัวพนักงานผ่านโครงการประกันกลุ่มภาคสมัครใจ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและสร้างความอุ่นใจในการดูแลคนที่รัก
  • การเฝ้าระวังและป้องกันด้านสุขภาพ: จัดให้มีการตรวจสุขภาพประจำปีตามปัจจัยเสี่ยงสำหรับพนักงานทุกคน พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกในการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ ในราคาพิเศษ เพื่อส่งเสริมภูมิคุ้มกันและสุขอนามัยที่ดีในที่ทำงาน ยิ่งไปกว่านั้นครอบครัวพนักงาน ประกอบด้วยสามี/ภรรยา และบุตร/บุตรบุญธรรม สามารถมีสิทธิรักษาพยาบาลโดยชำระเบี้ยประกันในราคาและสิทธิประโยชน์เดียวกับพนักงาน
2
การสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว (Financial Security)
กลุ่มบริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง (Experiential Learning) ผ่านโครงการ EA Internship Program:
  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund): ส่งเสริมการออมระยะยาวเพื่อวัยเกษียณ พนักงานสามารถส่งเงินเข้ากองทุน และนายจ้างจะจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนตามเงื่อนไขที่กลุ่มบริษัทกำหนด ทั้งนี้ พนักงานสามารถปรับเปลี่ยนอัตราเงินสะสมได้ปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการเงินส่วนบุคคล
  • รางวัลตอบแทนผลการดำเนินงาน: กลุ่มบริษัท มีแนวทางในการให้เงินตอบแทนผลการปฏิบัติงานในแต่ละปี โดยพิจารณาจากความสามารถในการจ่ายผลประกอบการของกลุ่มบริษัท ควบคู่กับผลการประเมินการปฏิบัติงานรายบุคคล เพื่อตอบแทนความทุ่มเทและสร้างแรงจูงใจในการสร้างผลสำเร็จของงาน
  • ผลตอบแทนจูงใจระยะยาวสำหรับบุคลากร (Long-Term Incentives for Employees) : กลุ่มบริษัทมุ่งเน้นการสร้างความผูกพันและการเติบโตไปพร้อมกับองค์กรอย่างยั่งยืนผ่านโครงการ "กองทุนทรัสต์" (Trust Fund) ซึ่งเป็นโครงการให้ผลตอบแทนจูงใจระยะยาว ในรูปแบบหุ้นหรือความเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ (Stock-based / Partnership Program) เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่บุคลากรเมื่อเกษียณอายุ โดยโครงการนี้ครอบคลุมพนักงานทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการไปจนถึงระดับบริหารที่ต่ำกว่าผู้บริหารระดับสูง ซึ่งพนักงานจะได้รับการคัดเลือกตามเกณฑ์ผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติงานในระดับดีเยี่ยม (Grade A) ต่อเนื่อง 2 ปีขึ้นไป เป็นกลุ่มพนักงานศักยภาพสูงที่สร้างมูลค่าเพิ่มที่สำคัญให้แก่บริษัท และปฏิบัติตนตามอัตลักษณ์องค์กร (E@ DNA) ได้อย่างโดดเด่น ทั้งนี้ ผลตอบแทนจูงใจดังกล่าวจะมีการจ่ายผลประโยชน์ในระยะยาวเฉลี่ย มากกว่า 3 ปีขึ้นไป เพื่อส่งเสริมการสร้างมูลค่าและความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาวอย่างแท้จริง โดยพนักงานที่ได้รับสิทธิ์จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่เหนือกว่าเกณฑ์มาตรฐาน เช่น สิทธิการลาพักร้อนสูงสุด 25 วันต่อปี และวงเงินประกันสุขภาพที่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลตามจริงสูงสุดถึง 2,000,000 บาทต่อปี เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจและรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพให้อยู่กับกลุ่มบริษัทได้อย่างมั่นคง
3
ค่าตอบแทนและเงินช่วยเหลือตามลักษณะงาน (Allowances & Reimbursements)
เพื่อรักษาภูมิปัญญาองค์กร (Organizational Wisdom) และส่งเสริมความหลากหลายทางอายุ (Age Diversity) กลุ่มบริษัท จึงริเริ่มโครงการ Re-Employment Program:
  • การปฏิบัติงานนอกสถานที่: กลุ่มบริษัท สนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับการปฏิบัติงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่:
    • ค่าเบี้ยเลี้ยง (Daily Allowance): เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายปกติสำหรับการปฏิบัติงานนอกพื้นที่
    • ค่าพาหนะและค่าเดินทาง: สนับสนุนค่าเดินทางตามจ่ายจริงโดยยึดหลักความจำเป็น ในกรณีที่พนักงานได้รับอนุมัติให้นำรถยนต์ส่วนตัวมาใช้ในการปฏิบัติงาน
  • เงินช่วยเหลืออื่นๆ: สวัสดิการค่าเบี้ยกันดาร ค่าครองชีพ และค่าเดินทางตามความเหมาะสมของสภาพการทำงานในแต่ละพื้นที่
  • ผลตอบแทนจูงใจระยะยาวสำหรับบุคลากร (Long-Term Incentives for Employees) : กลุ่มบริษัทมุ่งเน้นการสร้างความผูกพันและการเติบโตไปพร้อมกับองค์กรอย่างยั่งยืนผ่านโครงการ "กองทุนทรัสต์" (Trust Fund) ซึ่งเป็นโครงการให้ผลตอบแทนจูงใจระยะยาว ในรูปแบบหุ้นหรือความเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ (Stock-based / Partnership Program) เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่บุคลากรเมื่อเกษียณอายุ โดยโครงการนี้ครอบคลุมพนักงานทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการไปจนถึงระดับบริหารที่ต่ำกว่าผู้บริหารระดับสูง ซึ่งพนักงานจะได้รับการคัดเลือกตามเกณฑ์ผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติงานในระดับดีเยี่ยม (Grade A) ต่อเนื่อง 2 ปีขึ้นไป เป็นกลุ่มพนักงานศักยภาพสูงที่สร้างมูลค่าเพิ่มที่สำคัญให้แก่บริษัท และปฏิบัติตนตามอัตลักษณ์องค์กร (E@ DNA) ได้อย่างโดดเด่น ทั้งนี้ ผลตอบแทนจูงใจดังกล่าวจะมีการจ่ายผลประโยชน์ในระยะยาวเฉลี่ย มากกว่า 3 ปีขึ้นไป เพื่อส่งเสริมการสร้างมูลค่าและความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาวอย่างแท้จริง โดยพนักงานที่ได้รับสิทธิ์จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่เหนือกว่าเกณฑ์มาตรฐาน เช่น สิทธิการลาพักร้อนสูงสุด 25 วันต่อปี และวงเงินประกันสุขภาพที่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลตามจริงสูงสุดถึง 2,000,000 บาทต่อปี เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจและรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพให้อยู่กับกลุ่มบริษัทได้อย่างมั่นคง
การสนับสนุนค่าจ้างที่เป็นธรรมเพื่อคุณภาพชีวิต (Supporting a Living Wage)

กลุ่มบริษัทมีนโยบายบริหารค่าตอบแทนที่ยึดถือมาตรฐานตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด มุ่งเน้นการจ่ายค่าตอบแทนตามความรู้ ความสามารถ และผลงาน โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติทางเพศ เชื้อชาติ หรือศาสนา เพื่อสะท้อนถึงการเคารพสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมในองค์กร จึงมีนโยบายและมาตรการเชิงรุกในการบริหารจัดการค่าจ้าง ดังนี้:

1
การจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรม (Living Wage) :
กลุ่มบริษัท ยึดถือหลักการจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรม โดยกำหนดโครงสร้างเงินเดือนที่ครอบคลุมค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมาย เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานและครอบครัวสามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างมีคุณภาพ สอดคล้องกับดัชนีค่าครองชีพและสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และยังพิจารณาเพิ่มเติมถึงภาพรวมของแต่ละกลุ่มธุรกิจ รวมถึงพื้นที่ทำการ ให้สามารถดึงดูดผู้สมัครที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย
2
การวิเคราะห์และเปรียบเทียบค่าตอบแทน:
กลุ่มบริษัท ดำเนินการสำรวจและวิเคราะห์ค่าตอบแทนในอุตสาหกรรมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรักษามาตรฐานการจ่ายที่แข่งขันได้และเป็นธรรม (Fair Remuneration)
3
การส่งเสริมความเท่าเทียมและติดตามผล (Gender Pay Equity Monitoring):
มุ่งเน้นหลัก Equal Pay for Equal Work โดยมีการ Monitor และวิเคราะห์ช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศ (Gender Pay Gap) อย่างสม่ำเสมอ
3
การขยายผลสู่ห่วงโซ่อุปทาน:
กลุ่มบริษัท สื่อสารนโยบายนี้ไปยังคู่ค้าธุรกิจผ่าน จรรยาบรรณคู่ค้า (Supplier Code of Conduct) เพื่อสนับสนุนให้พันธมิตรทางธุรกิจยึดถือแนวปฏิบัติในการจ่ายค่าจ้างที่เป็นธรรมเช่นเดียวกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า
การยกระดับศักยภาพและสมรรถนะบุคลากรสู่องค์กรแห่งนวัตกรรมอย่างยั่งยืน

กลุ่มบริษัทมุ่งมั่นพัฒนา "คน" และ "องค์กร" ควบคู่กันภายใต้แนวคิด “Learn, Lead, Grow Together” เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด โดยมีรายละเอียดการดำเนินงานตามกรอบมาตรฐานสากลดังนี้:

1
รูปแบบและกระบวนการเรียนรู้ (Learning Methods: Internal & External)
กลุ่มบริษัท ใช้แนวทางการพัฒนาแบบ 70:20:10 Model เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด:
  • 70% Experience-based Learning: เน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง (On-the-Job Training) และโครงการเชิงรุก เช่น “EA Inside EA” ที่เปิดโอกาสให้พนักงานเสนอแนวคิดนวัตกรรมและแก้ปัญหาในกระบวนการทำงานจริง
  • 20% Social Learning (Coaching, Mentorship & Networks):
    • Coaching & Mentorship: กำหนดให้ผู้บริหารระดับสูงดำเนินการ 2 Ways Feedback กับกลุ่มพนักงานศักยภาพสูง (Talent) และผู้เข้าร่วมโครงการพัฒนาผู้นำ เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และวิธีคิดเชิงกลยุทธ์
    • Teams and Networks: ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายภายใน (Peer Learning) เช่น การประชุม ISO Management Review และกลุ่มเครือข่ายด้านความปลอดภัย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) ระหว่างหน่วยธุรกิจ
  • 10% Formal Education: การฝึกอบรมในห้องเรียน (Onsite Workshop) และระบบออนไลน์ @CORE (e-Learning) ที่พนักงานสามารถเข้าถึงความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา นอกจากนี้กลุ่มบริษัทยึดมั่นในการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศด้าน
การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ (Capacity Building for Labor Excellence) โดยสนับสนุนให้ผู้บริหารและพนักงานเข้าร่วมกิจกรรมสัมมนาและ Workshop เฉพาะทางร่วมกับองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรม เช่น ความรู้พื้นฐานการจัดทำบัญชีรายการ และรายงานก๊าซเรือนกระจก (GHG) ตามแนวทางมาตรฐาน ISO14064-1 และ ISO14067 แบบครบวงจร เป็นต้น เพื่อแลกเปลี่ยนและบูรณาการแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนในระดับสากล พร้อมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านธรรมาภิบาลแรงงานผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญภายนอก (Knowledge Transfer from Subject Matter Experts) เกี่ยวกับมาตรฐานแรงงานและข้อบังคับทางกฎหมายที่สำคัญ ซึ่งกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Proactive Learning) นี้ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรตามแผนพัฒนาพนักงานรายบุคคลเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นขององค์กรในการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและหลักจริยธรรมสากลอย่างเป็นรูปธรรม
2
ประเภทหลักสูตรการพัฒนาบุคลากร (Types of Programs Offered)
กลุ่มบริษัท ได้ดำเนินการพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวคิด “Learn, Lead, Grow Together” โดยใช้เทคโนโลยีและการเรียนรู้เชิงรุกเข้ามาสนับสนุน เพื่อสร้างการเติบโตของบุคลากรควบคู่กับความยั่งยืนขององค์กร นโยบายการพัฒนาบุคลากรของกลุ่มบริษัท ครอบคลุมพนักงานทุกประเภท ได้แก่: พนักงานประจำทุกระดับ: ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการ (Officer) ไปจนถึงระดับบริหารสูงสุด (C-Level) พนักงานสัญญาจ้างและพนักงานชั่วคราว (Contractual/Part-time): โดยเฉพาะในหลักสูตรบังคับ (Mandatory Courses) ด้านความปลอดภัย (Safety), ระบบ ISO และกฎระเบียบต่างๆ (Compliance) เพื่อรักษามาตรฐานการดำเนินงานและความปลอดภัยที่เท่าเทียมกันทั่วทั้งองค์กรผ่านแนวทางหลัก ดังนี้

การฝึกอบรมและพัฒนา (Training and Development)

ดำเนินการจัดหลักสูตรฝึกอบรมที่สอดคล้องกับความต้องการขององค์กร (Training Needs Survey) ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และสมรรถนะในแต่ละสายงาน พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีการเรียนรู้ออนไลน์ (e-Learning) ผ่านระบบ @CORE มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้พนักงานสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา และบางหลักสูตรจัดในรูปแบบ Onsite Workshop สำหรับการฝึกเชิงปฏิบัติการ (Hands-on Practice) และ Online สำหรับผู้เข้าอบรมที่อยู่ต่างจังหวัด

การพัฒนาศักยภาพเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน (Training for Sustainable & Climate Transition)

กลุ่มบริษัทมุ่งเน้นการจัดโปรแกรมการเรียนรู้เชิงกลยุทธ์ที่มากกว่าการพัฒนาทักษะทั่วไป แต่เป็นการ Reskilling & Upskilling เพื่อเตรียมความพร้อมของบุคลากรเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ภายใต้หลักการการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition) เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานทุกคนสามารถปรับตัวและเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและทิศทางธุรกิจสีเขียวได้อย่างมั่นคง ดังนี้:

1
การหมุนเวียนบุคลากรและการเติบโตในสายอาชีพ (Bio-to-SAF) :
ส่งเสริมให้พนักงานในกลุ่มธุรกิจไบโอดีเซลเติบโตสู่เส้นทางอาชีพใหม่ในธุรกิจ SAF ผ่านการต่อยอดทักษะพื้นฐานเดิม สู่เทคโนโลยีพลังงานสะอาดขั้นสูง เพื่อรักษาความมั่นคงในอาชีพและองค์ความรู้ ในขณะเดียวกันยังพัฒนาทักษะด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์เดิมไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
2
ความเชี่ยวชาญด้านยานยนต์ไฟฟ้าและวงจรชีวิตแบตเตอรี่:
เสริมสร้างความรู้ความเชี่ยวชาญในระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อย่างครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการผลิตแบตเตอรี่ ระบบกักเก็บพลังงานประสิทธิภาพสูง ไปจนถึงเทคโนโลยีการรีไซเคิลแบตเตอรี่ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมีหน่วยงานวิจัยด้านยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะทำหน้าที่สนับสนุนการเรียนรู้เทคโนโลยีแห่งอนาคต
3
การขยายตัวของธุรกิจพลังงานหมุนเวียน (พลังงานลมและแสงอาทิตย์):
เตรียมความพร้อมบุคลากรเพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ โดยเน้นการฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีการจัดการพลังงานอัจฉริยะ และการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน เพื่อให้พนักงานสามารถบริหารจัดการโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตามมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล
4
การสร้างความตระหนักรู้ด้านสภาพภูมิอากาศและคาร์บอนอย่างต่อเนื่อง:
ยกระดับพนักงานทุกระดับให้มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate-Ready Workforce) ผ่านหลักสูตรการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร เพื่อให้บุคลากรสามารถวิเคราะห์และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของกลุ่มบริษัท

ทั้งนี้ องค์ความรู้และทักษะที่ได้รับจากการพัฒนาศักยภาพข้างต้น จะถูกนำมาต่อยอดสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมจริงผ่านโครงการ 'EA Inside EA' ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้พนักงานเปลี่ยนความเชี่ยวชาญด้านพลังงานสะอาด ให้เป็นโซลูชันที่จับต้องได้ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนั้นยังให้สายงานสนับสนุนได้แสดงไอเดียการปรับปรุงกระบวนการ ขั้นตอน การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เพื่อพัฒนากระบวนการภายในให้มีประสทิธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนงานที่เป็นหัวใจหลักขององค์กรอีกด้วย

การวางแผนความก้าวหน้าและการเตรียมความพร้อมสู่อนาคต (Future Readiness & Career Transition)

มีระบบคุณวุฒิ (Qualification Program) เปิดโอกาสให้พนักงานกำหนดเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพของตน ผ่านการจัดทำ แผนพัฒนารายบุคคล (Individual Development Plan: IDP) ซึ่งช่วยสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาตนเอง เสริมความผูกพันต่อองค์กร และเตรียมความพร้อมสำหรับตำแหน่งสำคัญในอนาคต

การพัฒนาผู้นำระดับผู้จัดการ (Manager Learning Program - MLP)

ดำเนินการโครงการ Manager Learning Program - MLP เพื่อสร้างผู้นำระดับกลางที่มีความรู้ความเข้าใจในอัตลักษณ์ขององค์กร ทั้งยังสร้างให้เกิดความตระหนักในบทบาทหน้าที่ของการจัดการ การบริหารทีมงาน การสร้างทีมให้พร้อมเติบโต การสร้างคุณค่าที่เพิ่มขึ้นให้สามารถขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต โดยเรียนรู้ผ่านการทำโครงการจริง (Project-Based Learning) และการ Coaching จากผู้บริหาร

การพัฒนาผู้นำ (Leadership Development)

ดำเนินการโครงการ Leadership Development Program เพื่อสร้างผู้นำที่สามารถขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านการทำโครงการจริง (Project-Based Learning) และการ Coaching จากผู้บริหาร เพื่อพัฒนา Mindset และทักษะการบริหารคนในยุคใหม่

การบริหารจัดการบุคลากรศักยภาพสูง (Talent Management)

มุ่งเน้นการสรรหา คัดเลือก และพัฒนา Talent Pool ภายในองค์กร เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับตำแหน่งสำคัญในอนาคต (Succession Planning) โดยใช้กระบวนการประเมินศักยภาพ (Potential Assessment) ควบคู่กับการวางแผนพัฒนาเฉพาะบุคคล เพื่อรักษาและต่อยอดศักยภาพของคนเก่งในองค์กร

การส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ (Learning Culture & Self-Learning)

สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Learning) และส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (Continuous Learning) ผ่านกิจกรรมและสื่อสารภายในองค์กร เช่น บทความความรู้ คลิปสั้น การแชร์ประสบการณ์ และกิจกรรมจูงใจ เช่น “จับฉลากผู้โชคดีเมื่อเรียนครบหลักสูตร” เพื่อสร้างแรงกระตุ้นเชิงบวกให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องทั่วทั้งองค์กร

Cultural Education ปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กร E@ DNA การขับเคลื่อนนวัตกรรมภายในองค์กรผ่านโครงการ EA Inside EA

กลุ่มบริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างนวัตกรรมภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “EA Inside EA” ซึ่งเป็นสิ่งที่เปิดโอกาสให้พนักงานทุกระดับได้เสนอแนวคิด โครงการ หรือแนวทางการพัฒนาการทำงานที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกทั้งต่อองค์กร สังคม และการดำเนินงานด้านความยั่งยืน

โดยมุ่งเน้นการสนับสนุน เรื่อง Digital & Innovation Transition: พัฒนาทักษะที่จำเป็นในยุค Digital Transformation เช่น AI for Work, AI Automation และโครงการ EA Inside EA นวัตกรรมที่แก้ปัญหา เพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับการทำงานให้ชาญฉลาดขึ้น (Smarter), รวดเร็วขึ้น (Faster) และโปร่งใสมากขึ้น (Transparent) รวมถึงสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนของกลุ่มบริษัท

นอกจากนี้ โครงการยังมีระบบรางวัล เพื่อสร้างแรงจูงใจ พร้อมทั้งนำผลงานเด่นเข้าสู่เวทีนำเสนอระดับผู้บริหาร เพื่อผลักดันให้นวัตกรรมสามารถต่อยอดสู่ระดับองค์กรได้จริง โครงการ EA Inside EA ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ของกลุ่มบริษัทสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน โดยเปิดโอกาสให้พนักงานเป็น “เจ้าของนวัตกรรม” และสร้างผลลัพธ์ร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโต แข็งแกร่ง และมีประสิทธิภาพในทุกมิติของ ESG

ระบบการจัดการผลการปฏิบัติงาน (Performance Management System - PMS)

กลุ่มบริษัทมุ่งสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ (Performance-Driven Culture) โดยกำหนดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานสำหรับพนักงานทุกระดับเป็นประจำทุกไตรมาส (Quarterly Review) เพื่อส่งเสริมความยืดหยุ่นและความคล่องตัว (Agility) รวมถึงสิ่งสำคัญคือการสร้างทักษะการประเมินผล การ 2 ways feedback & coaching และการพัฒนาพนักงานให้กับผู้จัดการ อีกทั้งยังสร้างให้พนักงานมีโอกาสอย่างเท่าเทียมในการปรับปรุงผลสำเร็จของการปฏิบัติงานอย่างทันท่วงที ผ่านองค์ประกอบหลักดังนี้:

1
การบริหารจัดการตามวัตถุประสงค์ (Management by Objectives):
บูรณาการเป้าหมายระดับองค์กรสู่ระดับบุคคลผ่าน OKR (Objective Key Results) สำหรับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ท้าทาย และ PDA (Performance Development Appraisal) เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์รายบุคคลและส่งเสริมการพัฒนาสมรรถนะที่ตอบโจทย์ธุรกิจ
2
การประเมินผลแบบพหุมิติและแบบทีม (Multidimensional & Team-based Appraisal):
เพื่อความเที่ยงตรงและรอบด้าน บริษัทใช้ระบบ 360-degree Feedback ประเมินความพึงพอใจในการส่งมอบงานระหว่างหน่วยงาน (Internal Service Satisfaction) และการทำงานร่วมกันในทีม (Collaboration) ควบคู่กับการประเมิน Behavioral Competency (E@ DNA) เพื่อรักษามาตรฐานวัฒนธรรมองค์กร
3
การสื่อสารที่คล่องตัวและต่อเนื่อง (Agile Conversations):
เปลี่ยนผ่านจากการประเมินรายปีสู่การสร้างบทสนทนาเชิงรุกแบบ Continuous Feedback ระหว่างหัวหน้าและพนักงาน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแก้ไขปัญหาแบบ Real-time พร้อมทั้งมีระบบ Dynamic Goal Setting ที่อนุญาตให้ทบทวนและปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดและเป้าหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันตลอดทั้งปี

การพัฒนาองค์กร (Organization Development)

การวางแผนกำลังคนเชิงกลยุทธ์และการหมุนเวียนงาน (Strategic Workforce Planning & Internal Mobility) เพื่อให้องค์กรมีความยืดหยุ่น (Agility) และพร้อมรับความท้าทายในยุคดิจิทัล และสภาพของการแข่งขันที่ท้าทายเป็นอย่างยิ่งในกลุ่มธุรกิจ กลุ่มบริษัทฯ ได้ดำเนินการดังนี้:

1
เตรียมความพร้อมบุคลากรผ่านโครงการพัฒนาขีดความสามารถที่ออกแบบเฉพาะสำหรับแต่ละระดับตำแหน่ง เพื่อลดช่องว่างทางทักษะ ในเทคโนโลยีใหม่ๆ
2
ส่งเสริมการหมุนเวียนงานภายใน (Internal Rotation) เพื่อสร้างทักษะรอบด้าน (Multi-skill) ให้แก่พนักงาน ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดสรรกำลังคน และสร้างแรงจูงใจผ่านการเรียนรู้สายงานใหม่ๆ ภายในเครือ
3
วิเคราะห์อัตรากำลังคนล่วงหน้าสอดคล้องกับแผนธุรกิจทั้งระยะสั้น กลาง ยาว และพร้อมรับต่อการขยายธุรกิจนวัตกรรม เพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มบริษัท จะมีบุคลากรที่พร้อมในเวลาและจำนวนที่เหมาะสมที่สุด

การส่งเสริมสุขภาวะและสมดุลชีวิต (Employee Support & Well-being Programs)

กลุ่มบริษัทมุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาวะที่ดีและสนับสนุนสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน (Work-Life Balance) ดังนี้:

1
การบริหารจัดการชั่วโมงทำงานและสภาพแวดล้อมการทำงาน (Work Conditions & Action on Excessive Hours)
  • การบริหารจัดการชั่วโมงทำงาน: ลดการทำงานเกินความจำเป็นผ่านการวิเคราะห์งาน (Job Analysis) และใช้ระบบดิจิทัลติดตามชั่วโมงทำงานล่วงเวลาแบบ Real-time พร้อมนโยบายจำกัดชั่วโมงทำงานที่ครอบคลุมไปถึง พนักงาน Outsource, Subcontract และคู่ค้า (Supplier) เพื่อป้องกันการทำงานเกินเวลาและรับประกันว่าพนักงานทุกคนที่ปฏิบัติงานให้แก่กลุ่มบริษัท เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี
  • รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น: จัดให้มีนโยบาย Hybrid Working สำหรับบางหน่วยงานและตำแหน่งงานที่เอื้ออำนวย รวมถึงการปรับเวลาเข้า-ออกงานที่ยืดหยุ่น Flexible Working Hour เพื่อลดความเครียดจากการเดินทางและเพิ่มสมดุลชีวิต เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของพนักงาน
  • การใช้สิทธิลาพักผ่อนประจำปี: บริษัทมีนโยบายเชิงรุกในการติดตามและกระตุ้นให้พนักงาน ใช้สิทธิลาพักร้อนประจำปีให้ครบถ้วน (Annual Leave Utilization) เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ
  • ระบบการเฝ้าระวังและติดตามผล (Monitoring & Flagging System): กลุ่มบริษัท ใช้ระบบบันทึกเวลาปฏิบัติงานและระบบบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลแบบดิจิทัล เพื่อติดตามชั่วโมงทำงานล่วงเวลาแบบ Real-time โดยมุ่งเน้นความโปร่งใสในการคำนวณค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาให้ถูกต้องแม่นยำตามกฎหมาย สำหรับพนักงานทุกระดับ นอกจากนี้ หากพบหน่วยงานที่มีสถิติการทำงานนอกเวลาสูงเกินเกณฑ์ ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคลจะร่วมกับหน่วยงานนั้นเพื่อทบทวนแผนอัตรากำลัง (Workforce Planning) และปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อลดชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาให้กลับสู่สภาวะปกติอย่างยั่งยืน
2
สวัสดิการครอบครัวและสิทธิการลาพิเศษ (Family Benefits & Leave)
  • การดูแลบุตรและมารดา: พนักงานหญิงมีสิทธิลาคลอด 120 วัน (Primary Caregiver) และพนักงานชายสามารถลาช่วยภรรยาดูแลบุตร 15 วัน (Non-primary Caregiver) บริษัทยังจัดให้มีห้องให้นมบุตร
  • การลาเพื่อดูแลครอบครัว (Paid Family Care Leave): พนักงานสามารถใช้สิทธิลากิจโดยได้รับค่าจ้าง เพื่อดูแลบุตร คู่สมรส บิดามารดา หรือบุคคลในครอบครัวที่เจ็บป่วยหรือต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นสิทธิที่มอบให้เพิ่มเติมเพื่อความมั่นคงของสถาบันครอบครัว
3
สวัสดิการและการดูแลสุขภาวะ (Employee Benefits & Health Initiatives)
  • Workplace Stress Management: ส่งเสริมกิจกรรมบริหารจัดการความเครียดในที่ทำงานผ่านการออกแบบพื้นที่ทำงานให้น่าอยู่ และมีช่องทางรับฟังความคิดเห็นเพื่อลดความกดดันจากการทำงาน
  • Sport & Health Initiatives: จัดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เช่น EA Sports Day และการสนับสนุนชมรมกีฬาต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้พนักงานออกกำลังกายและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในองค์กร
  • กิจกรรมสร้างความผูกพัน (Engagement Activities): เสริมสร้างพลังบวกผ่านกิจกรรมตามเทศกาล เช่น รดน้ำดำหัวสงกรานต์, Christmas Celebration รวมถึงกิจกรรมสร้างความผูกพันระหว่างผู้บริหารและพนักงาน อาทิ Happy Lunch Together และ Executive Dinner

สิทธิประโยชน์ในการลา (Employee Leave Benefits)

กลุ่มบริษัทมุ่งส่งเสริมสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน (Work-Life Balance) ผ่านนโยบายการลาที่ครอบคลุมทุกช่วงชีวิต โดยพนักงานสามารถใช้สิทธิ ลาพักร้อนประจำปี มีระบบติดตามและกระตุ้นให้พนักงานใช้สิทธิลาพักร้อนให้ครบถ้วนในแต่ละปี เพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดี และ ลากิจ 6 วันเพื่อธุระจำเป็นหรือดูแลครอบครัว สำหรับสิทธิด้านครอบครัวและสุขภาพ พนักงานหญิงสามารถ ลาคลอด ได้สูงสุด 120 วัน และพนักงานชาย ลาช่วยภรรยาดูแลบุตร ได้ 15 วัน นอกจากนี้ยังมีสิทธิ ลาป่วย ตามจริง, ลาทำหมัน, ลาสมรส 3 วัน, ลาฌาปนกิจ 3 วัน (พร้อมเงินช่วยเหลือจากบริษัท), ลาอุปสมบทหรือพิธีฮัจญ์ 30 วัน รวมถึงสิทธิตามกฎหมายและเพื่อการพัฒนาตนเอง อาทิ ลารับราชการทหาร และ ลาเพื่อฝึกอบรม พัฒนาทักษะวิชาชีพ โดยบริษัทยังคงจ่ายค่าจ้างตามระเบียบที่กำหนด เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรจะมีความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกสถานการณ์

โครงการดูแลและบริหารจัดการบุคลากรในช่วงการเปลี่ยนผ่าน (Transition & Senior Expert Program)

กลุ่มบริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการบุคลากรในช่วงรอยต่อ (Transition) เพื่อรักษาภูมิปัญญาองค์กร (Organizational Wisdom) และสร้างความมั่นคงในชีวิตให้แก่บุคลากรที่กำลังจะพ้นสภาพการจ้างหรือเกษียณอายุ ผ่านแนวทางดังนี้:

1
โปรแกรมการเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณ (Pre-retirement Transition):
จัดอบรมและให้คำปรึกษาด้านการวางแผนทางการเงิน สุขภาพ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้แก่พนักงานที่กำลังจะเกษียณอายุ เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรสามารถปรับตัวและดำเนินชีวิตหลังการเกษียณได้อย่างมีคุณภาพ
2
โครงการบริหารผู้เชี่ยวชาญหลังเกษียณ (Senior Expert Re-Employment):
มุ่งเน้นการรักษาความหลากหลายทางอายุ (Age Diversity) และการสืบทอดความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Technical Specialist) โดยเปิดโอกาสให้พนักงานเกษียณอายุที่มีศักยภาพสูงกลับเข้ามาปฏิบัติงานในบทบาทที่ปรึกษาหรือวิทยากร เพื่อทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะขั้นสูง (Knowledge Transfer) ให้แก่พนักงานรุ่นหลัง

การประเมินผลความผูกพันต่อองค์กร (Engagement program)

กลุ่มบริษัทเชื่อมั่นว่า "ความผูกพันของพนักงาน" (Employee Engagement) คือพลังขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายที่ท้าทาย เราจึงมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่พนักงานรู้สึกถึงคุณค่าในงาน มีแรงจูงใจ และเติบโตไปพร้อมกับความยั่งยืนขององค์กร ภายใต้แนวคิด "One EA – Grow Together" ในปี 2568 กลุ่มบริษัท ได้ยกระดับกระบวนการประเมินผลจากการสำรวจความผูกพันครั้งใหญ่ในโครงการ "Boost Employee Engagement" เพื่อปรับปรุงผลการดำเนินงานแบบเชิงรุกและเจาะลึกในระดับหน่วยงาน

เพื่อให้การวัดผลสะท้อนถึงแรงจูงใจและสุขภาวะของพนักงานอย่างครอบคลุม กลุ่มบริษัท ได้บูรณาการมิติสำคัญ 4 ด้าน เข้าในแบบสำรวจความผูกพันพนักงาน (Employee Survey) ดังนี้:

1
ความพึงพอใจในงาน (Job Satisfaction):
วัดแรงจูงใจภายนอก (External Motivation) เช่น ความพึงพอใจต่อบทบาทหน้าที่ ค่าตอบแทน และสภาพแวดล้อมการทำงาน
2
คุณค่าและเป้าหมายในการทำงาน (Purpose):
วัดแรงจูงใจภายใน (Internal Motivation) เช่น ความเข้าใจและความรู้สึกว่างานที่ทำมีคุณค่าและสอดคล้องกับเป้าหมายของ EA ในการเป็นผู้นำพลังงานสะอาด
3
ความสุขในการทำงาน (Happiness):
ประเมินทัศนคติเชิงบวกและความสุขของพนักงานขณะปฏิบัติงานในแต่ละวัน
4
การจัดการความเครียด (Stress & Well-being):
ติดตามระดับความเครียดและความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน (Work-Life Balance) เพื่อเป็นข้อมูลในการจัดสวัสดิการและกิจกรรมดูแลสุขภาวะที่ตรงจุด

กิจกรรม CEO Town Hall: จัดกิจกรรมสื่อสารโดยตรงจากประธานเจ้าหน้าที่บริหารสู่พนักงานทุกระดับเป็นประจำ เพื่อถ่ายทอดและสื่อสาร วิสัยทัศน์ ทิศทางกลยุทธ์ของกลุ่มบริษัท และเปิดโอกาสให้พนักงานได้ซักถามหรือเสนอความคิดเห็นโดยตรง (Open Dialogue) เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันและหล่อหลอมความผูกพันภายใต้อัตลักษณ์ E@ DNA

การส่งเสริมสิทธิแรงงานและการมีส่วนร่วม

กลุ่มบริษัทยึดมั่นในการเคารพสิทธิแรงงานและเสรีภาพในการรวมกลุ่มตามมาตรฐานแรงงานสากล โดยสนับสนุนให้มีกลไกตัวแทนพนักงานเพื่อสร้างกระบวนการรับฟังและเจรจาต่อรองที่เป็นธรรม ดังนี้:

1
กลไกตัวแทนพนักงาน (Worker Representatives):
ส่งเสริมการมีส่วนร่วมผ่าน "คณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบการ" ซึ่งมาจากการเลือกตั้งตามกฎหมาย เพื่อเป็นช่องทางหลักในการเสนอแนะและปรับปรุงสวัสดิการให้สอดคล้องกับความต้องการของบุคลากร
2
การทำงานร่วมกับสหภาพแรงงาน (Engagement with Labor Union):
กลุ่มบริษัท ยอมรับและสนับสนุนบทบาทของ "สหภาพแรงงาน" ในฐานะตัวแทนที่มีความสำคัญในการรักษาผลประโยชน์และสิทธิอันชอบธรรมของสมาชิกพนักงาน โดยมุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกัน (Labor-Management Relations)
3
การเจรจาต่อรองร่วม (Collective Bargaining):
จัดให้มีการประชุมหารือร่วมระหว่างฝ่ายบริหาร สหภาพแรงงาน และคณะกรรมการสวัสดิการฯ เป็นประจำอย่างน้อยทุกไตรมาส เพื่อร่วมกันพิจารณาเงื่อนไขการจ้างงาน ความปลอดภัยในที่ทำงาน และแผนการยกระดับคุณภาพชีวิตพนักงาน เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานทุกคนทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและเป็นธรรม

กรณีศึกษา/เรื่องราวความสำเร็จ

การยกระดับโครงสร้างองค์กรด้วย Caliber Alliance Team (CAT)

กลุ่มบริษัทได้ดำเนินการยกระดับโครงสร้างองค์กรเพื่อสร้างรูปแบบการบริหารจัดการที่เน้นความคล่องตัวและสามารถพลิกฟื้นธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและราบรื่น (Quick & Smooth Comeback) โดยกลยุทธ์สำคัญคือการจัดตั้งหน่วยงาน Caliber Alliance Team (CAT) ซึ่งดำเนินงานในรูปแบบทีมงานที่คล่องตัว (Agile Team) เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนโครงการเชิงกลยุทธ์ต่าง ๆ ของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และขององค์กร หน่วยงาน CAT มีบทบาทสำคัญในการรับนโยบายจาก CEO มากำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจน พร้อมทั้งติดตามผลักดันโครงการให้สำเร็จตามเป้าหมายผ่านการระดมความคิดเห็นและเสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์ นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงาน สื่อสารข้อมูลอย่างถูกต้องโปร่งใส และจัดเก็บติดตามงานอย่างเป็นระบบเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยขอบเขตความรับผิดชอบของทีม CAT ครอบคลุมภารกิจสำคัญหลากหลายมิติ อาทิ กลุ่มนวัตกรรมและเทคโนโลยีพลังงาน การเงินการลงทุน ดิจิทัลโซลูชัน และการปฏิรูปทรัพยากรบุคคล เพื่อสร้างพลังร่วม (Synergy) และเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

การปรับระบบการประเมินผล (Performance Modernization)

กลุ่มบริษัทมุ่งสร้างวัฒนธรรมที่เน้นผลสัมฤทธิ์ (Performance-Driven Culture) ด้วยการปรับปรุงระบบบริหารจัดการผลการปฏิบัติงาน (PMS) จากรายปีเป็น รายไตรมาส (Quarterly Review) เพื่อเพิ่มความคล่องตัว (Agility) สอดรับกับธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงเร็ว โดยบูรณาการเป้าหมายระดับองค์กรสู่บุคคลผ่าน OKR และ PDA พร้อมใช้การประเมินพหุมิติ (360-degree Feedback) และอัตลักษณ์ E@ DNA เพื่อความเที่ยงตรงรอบด้าน นอกจากนี้ยังเน้นการสื่อสารต่อเนื่อง (Agile Conversations) และการปรับเป้าหมายที่ยืดหยุ่น (Dynamic Goal Setting) ตลอดทั้งปี ซึ่งการปฏิรูปนี้ทำงานร่วมกับการวางแผนอัตรากำลังที่แม่นยำ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างแรงจูงใจให้แก่พนักงานอย่างยั่งยืน

การบ่มเพาะผู้นำและนวัตกรแห่งอนาคต (Leadership & Innovation Culture)

ดึงเรื่องการวางโครงสร้างการพัฒนาบุคลากร (Human Development Structure) มาเป็นบทสรุปความสำเร็จ โดยเฉพาะการสร้างผู้นำต้นแบบผ่านหลักสูตร LDP และ MLP ที่พร้อมรับมือวิกฤต ร่วมกับการสร้างวัฒนธรรม E@ DNA ที่แข็งแกร่ง และการนำ AI Automation มาใช้ในกระบวนการสรรหาเพื่อความแม่นยำ (Skill Matching) ซึ่งทั้งหมดนี้คือรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนของกลุ่มบริษัท

ความห่วงใยในยามวิกฤต: มาตรการช่วยเหลือพนักงานผู้ประสบอุทกภัยพื้นที่ภาคใต้

เดือดร้อนของพนักงานและครอบครัวจากสถานการณ์อุทกภัยเฉลี่ยพลันในพื้นที่ภาคใต้เมื่อปี 2568 เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบและอยู่เคียงข้างบุคลากรในยามวิกฤต กลุ่มบริษัทจึงได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือเชิงรุกอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้:

  • เงินช่วยเหลือเบื้องต้น: มอบเงินช่วยเหลือรวมกว่า 110,000 บาท เพื่อใช้ในการดำรงชีพเบื้องต้น
  • เงินสนับสนุนการฟื้นฟูที่อยู่อาศัย: สนับสนุนงบประมาณเพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูที่พักอาศัยตามจ่ายจริงกว่า 1 แสนบาท
  • สิทธิวันลาพิเศษ: มอบวันลาพิเศษเพิ่มเติมอีก 5 วันทำการ (โดยไม่หักวันลาพักร้อน) เพื่อให้พนักงานมีเวลาในการจัดการและฟื้นฟูบ้านเรือนให้กลับสู่สภาวะปกติ
E@ DNA
T
Teamworkการทำงานเป็นทีม
แสดงทัศนคติเชิงบวกในการทำงานร่วมกับผู้อื่น ผ่านการแบ่งปัน การสนับสนุน และการรับฟัง ด้วยความไว้วางใจและเป้าหมายร่วมกัน
สร้างความสัมพันธ์ที่ดีและสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพกับเพื่อนร่วมงาน
สื่อสารปัญหาหรืออุปสรรคอย่างเปิดเผย เพื่อร่วมกันหาทางแก้ไขที่มีประสิทธิภาพ
E
Energeticกระตือรือร้น มีพลัง
ทำงานด้วยความกระตือรือร้น ความทุ่มเท และความมุ่งมั่น พร้อมเผชิญความท้าทาย
ทุ่มเทกับงานอย่างเต็มที่ ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค
เผชิญปัญหาด้วยความกล้า เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
คิดอย่างสร้างสรรค์ และกล้าที่จะเสนอไอเดียใหม่ ๆ
A
Accountabilityความรับผิดชอบ
รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง และมุ่งมั่นต่อเป้าหมายทั้งของตนเองและทีม
ยื่นมือช่วยเหลือเมื่อพบปัญหา แม้ในสถานการณ์ที่ไม่ชัดเจน เพื่อช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย
ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์และยึดมั่นในจริยธรรม ยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง
M
Meaningfulมีคุณค่า
มุ่งพัฒนาตนเองและทีมอย่างต่อเนื่อง
ปฏิบัติตนด้วยจริยธรรม มีน้ำใจ และมีความรับผิดชอบต่อประโยชน์ส่วนรวม
คิด พูด และกระทำในเชิงบวกต่อ ตนเอง ผู้อื่น องค์กร และสังคม
เป็นแบบอย่างที่ดีในองค์กร สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นในทุกระดับ

การดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน

เป้าหมาย
ไม่มีเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนที่สำคัญในปี 2567 และในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา
0 กรณี

แนวทางการบริหารจัดการ

นโยบายสิทธิมนุษยชน

เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทปราศจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน กลุ่มบริษัทจึงได้กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกกิจกรรมทางธุรกิจของกลุ่มบริษัท เราให้ความสำคัญและเคารพสิทธิมนุษยชนตามที่ระบุไว้ในปฏิญญาสากล ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights) รวมทั้งข้อตกลงร่วมและสนธิสัญญาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติต่อแรงงานและปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง (UN Declaration on the Rights of Indigenous Peoples) ข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact) แนวปฏิบัติเรื่องสิทธิมนุษยชนสำหรับธุรกิจ (UN Guiding Principles on Business and Human Rights) หลักการความมั่นคงและสิทธิมนุษยชนโดยสมัครใจ (Voluntary Principles on Security and Human Rights) และปฏิญญาว่าด้วยหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization’s Declaration on Fundamental Principles and Rights at Work - ILO) โดยจัดทำและประกาศนโยบายเป็นข้อผูกพันเชิงนโยบาย (Policy Commitment & Human Rights Commitment) รวมถึงกลุ่มบริษัท ยังได้ให้ความสำคัญกับการจ้างงานผู้พิการและการจ้างงานผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมการมีรายได้และมีงานทำของผู้พิการและผู้สูงอายุ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมความเท่าเทียมด้านสิทธิมนุษยชน

โครงสร้างการกำกับดูแลและบทบาทความรับผิดชอบ

คณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Corporate Governance and Sustainability Committee) มีบทบาทในการกำกับดูแลสูงสุด มีการจัดสรรทรัพยากรและความรับผิดชอบในส่วนงานด้านสิทธิมนุษยชนไปยังผู้บริหารที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน ในการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งถูกบูรณาการไปในกระบวนการบริหารจัดการความยั่งยืนขององค์กรนั้น คณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการชุดย่อยภายใต้คณะกรรมการบริษัท ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่กำกับดูแลนโยบาย และการบริหารจัดการความยั่งยืนของกลุ่มบริษัท ครอบคลุมการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนตลอดสายโซ่อุปทานของกลุ่มบริษัท

บทบาทและความรับผิดชอบหลัก

กำหนดกลยุทธ์ ติดตามความคืบหน้าของแผนงาน ทบทวนผลการดำเนินงาน และอนุมัติมาตรการเยียวยาหากเกิดผลกระทบ

บทบาทและความรับผิดชอบหลัก

ขับเคลื่อนแผนงานด้านสิทธิมนุษยชนและติดตามความสอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริง

บทบาทและความรับผิดชอบหลัก

ดำเนินการประเมินความเสี่ยงและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันในพื้นที่ปฏิบัติงานในแต่ละวัน

กระบวนการและมาตรการบริหารจัดการสิทธิมนุษยชน

การประยุกต์ใช้แนวทางการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน

กลุ่มบริษัทได้นำกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence - HRDD) ตามหลักการชี้แนะเรื่องสิทธิมนุษยชนสำหรับธุรกิจแห่งสหประชาชาติ (UN Guiding Principles on Business and Human Rights - UNGP) มาเป็นกรอบในการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชน โดยดำเนินการครอบคลุมทุกกิจกรรมทางธุรกิจในประเทศไทย พร้อมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้งมีการจัดการความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มบริษัท มีระบบการควบคุมและป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งมีมาตรการสนับสนุนด้านสิทธิมนุษยชนที่มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ผู้บริหารและพนักงานในทุกระดับของการดำเนินธุรกิจของบริษัทจะต้องให้ความสำคัญและแสดงถึงความมุ่งมั่นต่อการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่มบริษัท และดำเนินธุรกิจตามหลักการดังกล่าว เรามีความมุ่งมั่นที่จะป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างครบถ้วน ได้แก่:

1
บุคลากรภายใน:
พนักงานทุกระดับ รวมถึงพนักงานชั่วคราว ผู้รับเหมาช่วง (Outsource/Subcontract) และลูกจ้างจากภายนอกบริษัท (Third Party Employees)
2
ชุมชนและสังคม:
ชุมชนท้องถิ่น และกลุ่มเปราะบาง อันประกอบด้วย แรงงานข้ามชาติ, กลุ่มชาติพันธุ์และชนพื้นเมือง, สตรี, บุรุษ, กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQI+), ผู้พิการ, สตรีมีครรภ์ และผู้สูงอายุ ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
2
ความถี่และการทบทวน:
กลุ่มบริษัท กำหนดให้มีการทบทวนกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน เป็นประจำทุกปี

นอกจากนี้ทำการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบทุกๆ 3 ปี เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการต่างๆ ยังคงมีประสิทธิภาพและทันสมัย นอกจากนี้จะมีการทบทวนทันที (Triggered Review) เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญ (Material Change) เช่น การลงทุนในโครงการใหม่ การขยายธุรกิจไปยังพื้นที่หรือประเทศใหม่ หรือการดำเนินกิจกรรมในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนสูง (High-Risk Jurisdiction)

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

แนวปฏิบัติในกระบวนการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน

ขั้นตอนการดำเนินงานตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence Process):

1
การประกาศนโยบายเคารพสิทธิมนุษยชน (Human Rights Policy Commitment)
กลุ่มบริษัทกำหนดข้อผูกพันที่ชัดเจนต่อการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเท่าเทียม และสิทธิที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับโดยไม่เลือกปฏิบัติ นโยบายนี้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล อาทิ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) และข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact)
2
การระบุและประเมินความเสี่ยงและผลกระทบ (Risk Identification & Assessment)
กลุ่มบริษัทดำเนินการประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน และทบทวนแผนที่ความเสี่ยง (Risk Mapping) ของประเด็นที่อาจเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและสม่ำเสมอ ครอบคลุมพื้นที่การดำเนินงานดังนี้:
  • การปฏิบัติงานขององค์กร (Own Operations): ตรวจสอบพื้นที่ปฏิบัติงานทั้งหมดของบริษัท และบริษัทย่อย เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิในหน้างาน
  • ห่วงโซ่อุปทานและกิจกรรมทางธุรกิจ (Value Chain): ขยายการตรวจสอบไปยังคู่ค้าทางธุรกิจ (Business Partners) ผู้ค้า (Suppliers) และผู้รับเหมา ตลอดห่วงโซ่คุณค่า
  • ความสัมพันธ์ทางธุรกิจใหม่ (New Business Relations): ดำเนินการประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าสำหรับโครงการลงทุนใหม่ การควบรวมกิจการ (M&A) และกิจการร่วมค้า (Joint Ventures)
3
การดำเนินกระบวนการด้านสิทธิมนุษยชนและการบรรเทาผลกระทบ (Integration & Mitigation)
กลุ่มบริษัทนำผลการประเมินมาจัดทำมาตรการป้องกันและลดผลกระทบให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ โดยมุ่งเน้นในประเด็นและกลุ่มเสี่ยงสำคัญ ดังนี้:
  • ประเด็นสิทธิมนุษยชนที่ระบุ (Human rights issues) : กลุ่มบริษัท ให้ความสำคัญกับการระบุและจัดการประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่มีนัยสำคัญ ทั้งที่เกิดขึ้นจริงและที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่:
  • แรงงานบังคับและการค้ามนุษย์ (Forced Labor & Human Trafficking): ป้องกันการบังคับใช้แรงงานในทุกรูปแบบ
  • แรงงานเด็ก (Child Labor): มีมาตรการตรวจสอบและป้องกันการใช้แรงงานเด็กอย่างเข้มงวด กลุ่มบริษัทมุ่งมั่นคุ้มครองสิทธิเด็กนอกเหนือจากการต่อต้านแรงงานเด็ก
  • สิทธิในการรวมกลุ่มและการเจรจาต่อรอง (Freedom of Association & Collective Bargaining): บริษัทมุ่งมั่น ส่งเสริมและสนับสนุน สิทธิพนักงานในการรวมกลุ่มและการเจรจาต่อรองร่วมภายใต้กรอบที่ตกลงร่วมกัน โดยมีการประกาศนโยบายและสร้างความตระหนักรู้แก่พนักงานทุกระดับ เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานสามารถใช้สิทธิในการร่วมเสนอแนะและพัฒนาสภาพแวดล้อมการทำงานได้อย่างโปร่งใสและปราศจากการเลือกปฏิบัติ
  • การเลือกปฏิบัติ (Discrimination): ยึดถือหลักนโยบาย Zero-Tolerance ต่อการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบ
  • กลุ่มเสี่ยงที่ให้ความสำคัญ: พนักงานในองค์กร ผู้หญิง เด็ก กลุ่มคนพื้นเมือง แรงงานข้ามชาติ พนักงานของผู้ให้บริการภายนอก ชุมชนท้องถิ่น รวมถึงกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้พิการ ผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQI+) ผู้สูงอายุ และสตรีมีครรภ์
4
การติดตามและรายงานผลการดำเนินงาน (Monitoring & Reporting)
กลุ่มบริษัทตรวจสอบประสิทธิผลของมาตรการป้องกันและติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยจัดให้มีการสื่อสารและการรายงานผลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียมั่นใจในกระบวนการจัดการของเรา
5
กลไกการรับเรื่องร้องเรียนและการเยียวยา (Grievance Mechanism & Remediation)
กลุ่มบริษัทจัดให้มีช่องทางในการรับแจ้งเบาะแส (Whistleblowing) และการร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน การกระทำผิดกฎหมาย การประพฤติผิดจริยธรรม และการทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งจากพนักงาน พนักงานภายนอก (Third Party) และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มอื่น ๆ กลุ่มบริษัทให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของผู้แจ้งเหตุ โดยกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนมีหลักประกันด้านการรักษาความลับ (Confidentiality) และความเป็นนิรนาม (Anonymity) อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการถูกตอบโต้ (Non-Retaliation) ในทุกรูปแบบ บริษัทได้จัดตั้งระบบฐานข้อมูลที่เป็นความลับซึ่งมีการจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้น พร้อมทั้งมอบหมายให้คณะทำงานที่ไม่มีส่วนได้เสีย (Non-conflict of Interest) เป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม
  • ช่องทางติดต่อ: สามารถแจ้งผ่านอีเมล chairman.audit.com@energyabsolute.co.th ซึ่งกำกับดูแลโดยคณะกรรมการตรวจสอบ
  • การเยียวยา (Transparency Remediation actions) : กลุ่มบริษัท ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการคุ้มครองและเยียวยาบุคคลที่อาจได้รับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนจากการดำเนินงานของบริษัท โดยมุ่งเน้นให้มีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนที่เข้าถึงได้ในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงภาวะฉุกเฉินและวิกฤตการณ์ในแต่ละพื้นที่
นอกจากนี้กลุ่มบริษัท จะไม่ขัดขวางหรือปิดกั้นการเข้าถึงกระบวนการเยียวยาใด ๆ สำหรับผู้ได้รับผลกระทบหรือนักสิทธิมนุษยชน พร้อมทั้งกำหนดรูปแบบการเยียวยาที่ครอบคลุมทั้งในรูปแบบตัวเงิน (Monetary) และรูปแบบที่ไม่ใช่ตัวเงิน (Non-monetary) เช่น การให้คำปรึกษา หรือการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนการจัดเตรียมช่องทางการสื่อสารที่เป็นระบบเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อร้องเรียนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบส่งข้อร้องเรียนตรงไปยัง ประธานคณะกรรมการตรวจสอบ (Chairman of the Audit Committee) ของกลุ่มบริษัท เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริง (Root Cause) ดำเนินการแก้ไข และวางมาตรการป้องกันการเกิดซ้ำตามขั้นตอนต่อไป ในกรณีที่ไม่สามารถหาข้อสรุปเบื้องต้นได้ กลุ่มบริษัทจะจัดตั้งกลไกคุ้มครองและเยียวยาผ่าน คณะทำงานไตรภาคี (Tripartite Task Force) ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อาทิ ตัวแทนภาครัฐท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันบริหารจัดการสถานการณ์อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความพึงพอใจแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
มาตรการสำคัญด้านสิทธิแรงงาน และการส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม

กลุ่มบริษัทยึดถือแนวทางปฏิบัติที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิแรงงานและส่งเสริมความเท่าเทียม โดยมีมาตรการหลักดังนี้:

1
การไม่เลือกปฏิบัติและการต่อต้านการล่วงละเมิด (Non-Discrimination and Anti-Harassment)
กลุ่มบริษัทยึดมั่นในนโยบายการยอมรับไม่ได้โดยเด็ดขาด (Zero-Tolerance Policy) ต่อการเลือกปฏิบัติและการคุกคามทุกรูปแบบในทุกมิติของการจ้างงาน ตั้งแต่กระบวนการสรรหาคัดเลือก การพัฒนาทรัพยากรบุคคล การประเมินผลการปฏิบัติงาน การจ่ายค่าตอบแทน ไปจนถึงการโอนย้ายการออกจากงาน โดยบริษัทมุ่งเน้นการสร้างสถานที่ทำงานที่ปลอดภัยและน่าทำงานผ่านมาตรการคุ้มครองพนักงานทุกระดับไม่ให้ถูกเลือกปฏิบัติ ถูกล่วงละเมิด หรือถูกคุกคามในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการล่วงละเมิดและการคุกคามทางเพศ ซึ่งครอบคลุมความหลากหลายในหลายมิติ อาทิ เชื้อชาติ เพศสภาพ เพศวิถี ศาสนา สัญชาติ เผ่าพันธุ์ ความทุพพลภาพ อายุ สถานะทางสังคม ภูมิหลังทางการศึกษา รสนิยมทางเพศ ความเชื่อทางการเมือง และสถานภาพสมรส
2
การส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (Diversity, Equity, and Inclusion- DEI):
กลุ่มบริษัท ให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและเคารพในความแตกต่างของบุคคล (Diversity, Equity, and Inclusion - DEI) โดยมุ่งเน้นการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมและสภาพแวดล้อมที่ยอมรับความหลากหลายในทุกมิติ ทั้งด้านเชื้อชาติ สัญชาติ เพศสภาพ เพศวิถี อายุ ศาสนา และความทุพพลภาพ
กลุ่มบริษัทได้ดำเนินโครงการเชิงรุกอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การส่งเสริมการจ้างงานกลุ่มผู้พิการและเพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงทางอาชีพอย่างเสมอภาค พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตพนักงานด้วยสวัสดิการที่เหนือกว่าขอบเขตที่กฎหมายกำหนด เช่น การมอบสิทธิ์ลาเพื่อดูแลบุตร (Paternity Leave) ให้แก่พนักงานชาย เพื่อส่งเสริมบทบาทความเท่าเทียมและสถาบันครอบครัว รวมถึงการให้สิทธิ์ลาเพื่อดูแลบุคคลในครอบครัวที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดูแลบุคลากรอย่างครอบคลุม
นอกจากนี้กลุ่มบริษัทยังยึดถือหลักการจ่ายค่าจ้างที่เป็นธรรม (Living Wage) ที่สอดคล้องกับค่าครองชีพจริง ควบคู่ไปกับการติดตามตรวจสอบความเท่าเทียมด้านค่าตอบแทนระหว่างเพศ (Gender Pay Equity) อย่างสม่ำเสมอในทุกระดับงาน เพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติในด้านรายได้ ขณะเดียวกันบริษัทยังให้ความสำคัญกับสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงาน โดยสนับสนุนสิทธิการรวมกลุ่มและเจรจาต่อรองตามกฎหมายแรงงาน พร้อมขยายความร่วมมือไปยังคู่ค้าธุรกิจให้ปฏิบัติตามแนวทางเดียวกัน
กลุ่มบริษัทมีการกำหนดนโยบายต่อต้านแรงงานเด็กและแรงงานบังคับไว้อย่างชัดเจนในจรรยาบรรณคู่ค้าธุรกิจ (Supplier’s Code of Conduct) และมีกระบวนการตรวจสอบความเสี่ยงอย่างเข้มงวดตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัท เติบโตอย่างยั่งยืนบนรากฐานของการเคารพสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างสูงสุด
3
การมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย
เพื่อให้การบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนเข้าถึงปัญหาที่แท้จริง กลุ่มบริษัทจึงให้ความสำคัญกับกระบวนการรับฟังเสียงของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม กลุ่มบริษัทมีการจัดประชุมหรือการรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing / Consultation) กับชุมชนรอบพื้นที่ปฏิบัติงานและกลุ่มเปราะบางเพื่อระบุผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นข้อมูลที่ได้จากการหารือถูกนำมาใช้ในการปรับปรุงแผนการบริหารจัดการความเสี่ยงและมาตรการเยียวยาให้มีประสิทธิภาพและตรงประเด็นมากขึ้น

ผลการดำเนินงาน

กระบวนการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Assessment)

กลุ่มบริษัทดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนผ่านเกณฑ์การพิจารณา ซึ่งประกอบด้วยระดับผลกระทบ (Impact) และโอกาสในการเกิด (Likelihood) ของความเสี่ยงในพื้นที่ปฏิบัติงานและในระดับบุคลากร ทั้งนี้ ครอบคลุมไปถึงผู้ถือสิทธิ (Rights Holders) และกลุ่มเปราะบาง (Vulnerable Groups) ได้แก่ สตรี, เด็ก, กลุ่มชาติพันธุ์, ชนพื้นเมือง, แรงงานต่างด้าว, แรงงานที่จ้างงานผ่านบุคคลที่สาม, ผู้พิการ, กลุ่ม LGBTQI+, ผู้สูงอายุ และสตรีมีครรภ์ เพื่อคัดกรองประเด็นที่มีนัยสำคัญและกำหนดแนวทางการจัดการที่เหมาะสมการกำหนดขอบเขต: ครอบคลุมการดำเนินงานของตนเอง (Own Operations), ห่วงโซ่อุปทาน (Tier 1 Suppliers & Contractors) และโครงการร่วมทุน (Joint Ventures)

เกณฑ์การจัดลำดับความสำคัญของประเด็นความเสี่ยง

กลุ่มบริษัทได้กำหนดระดับของผลกระทบความเสี่ยงไว้ 5 ระดับ คือ ระดับรุนแรงมาก (Extreme), ระดับสูง (High), ระดับกลาง (Medium) ระดับต่ำ (Low) และระดับต่ำมาก (Very Low) โดยผลกระทบที่ถูกประเมินอยู่ในระดับกลางไปจนถึงระดับรุนแรงมาก จะถูกนำมาพิจารณาร่วมกับมาตรการควบคุมที่มีอยู่เดิมของบริษัท เพื่อระบุถึงความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในระดับองค์กรอย่างสมบูรณ์ต่อไป

1
ประเด็นความเสี่ยงระดับปานกลาง จนถึงระดับรุนแรงมาก:
คือประเด็นที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิทธิขั้นพื้นฐาน หรือมีความยากลำบากในการบรรเทาและเยียวยาผลกระทบ ซึ่งบริษัทจะให้ความสำคัญในการกำหนดมาตรการป้องกันเชิงรุกอย่างเข้มงวด
2
ประเด็นความเสี่ยงระดับต่ำ:
คือประเด็นที่บริษัทมีมาตรการควบคุมและระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพรองรับอยู่แล้วในปัจจุบัน

ผลการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน จากการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท (รวมถึง Joint Venture) และผู้ค้า/ ผู้รับเหมา (Tier 1)

ร้อยละของพื้นที่ที่ได้รับการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่มีแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้น

100

ร้อยละของพื้นที่ที่ถูกประเมินว่ามีความเสี่ยง

0

ร้อยละของพื้นที่ที่ถูกประเมินว่ามีความเสี่ยง มีการกำหนดและปฏิบัติตามมาตรการเพื่อป้องกันความเสี่ยง รวมถึงกำหนดแนวทางการเยียวยาสำหรับผู้ที่อาจได้รับผลกระทบ

100

ร้อยละของพื้นที่ที่ได้รับการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่มีแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้น

100

ร้อยละของพื้นที่ที่ถูกประเมินว่ามีความเสี่ยง

0

ร้อยละของพื้นที่ที่ถูกประเมินว่ามีความเสี่ยง มีการกำหนดและปฏิบัติตามมาตรการเพื่อป้องกันความเสี่ยง รวมถึงกำหนดแนวทางการเยียวยาสำหรับผู้ที่อาจได้รับผลกระทบ

100

ร้อยละของพื้นที่ที่ได้รับการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่มีแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้น

100

ร้อยละของพื้นที่ที่ถูกประเมินว่ามีความเสี่ยง

0

ร้อยละของพื้นที่ที่ถูกประเมินว่ามีความเสี่ยง มีการกำหนดและปฏิบัติตามมาตรการเพื่อป้องกันความเสี่ยง รวมถึงกำหนดแนวทางการเยียวยาสำหรับผู้ที่อาจได้รับผลกระทบ

100


สังคมและชุมชน

แนวทางการบริหารจัดการ

กลุ่มบริษัทได้กำหนด “นโยบายความรับผิดชอบต่อสังคม” เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติเพื่อการบริหารจัดการกระบวนการทางธุรกิจ (CSR-in-Process) โดยมี 7 หลักการ ดังนี้

1
หลักการข้อที่ 1: การกำกับดูแลกิจการที่ดี
2
หลักการข้อที่ 2: การประกอบธุรกิจด้วยความเป็นธรรม
3
หลักการข้อที่ 3: สิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติต่อพนักงาน
4
หลักการข้อที่ 4: ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค
5
หลักการข้อที่ 5: สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย
6
หลักการข้อที่ 6: การมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนและสังคม
7
หลักการข้อที่ 7: การพัฒนา และเผยแพร่นวัตกรรมจากการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม

นโยบายการดำเนินโครงการเพื่อสังคมร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียในชุมชน

กลุ่มบริษัทฯ มุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คน ชุมชน และสังคม ตลอดจนลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำด้านรายได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตรของไทยที่ค่อนข้างเปราะบาง (Vulnerability) รายได้ไม่มั่นคง และนำไปสู่ปัญหาความยากจนในอนาคต ด้วยเหตุนี้บริษัทฯจึงดำเนินโครงการเพื่อสังคมผ่านการสร้างคุณค่าร่วม หรือ Creating Shared Value – CSV ร่วมกับคนในชุมชนรอบๆ โครงการของบริษัทฯ

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

นโยบายความรับผิดชอบต่อสังคม

กรอบการทํางานพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน- 3S Model

กลุ่มบริษัทได้กำหนดกรอบการทำงานพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนภายใต้ 3S Model เป็นกลไกเชิงกลยุทธ์ในการดำเนินงานเพื่อพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน โดยตอบสนองต่อ SDGs 6 เป้าหมายหลัก ซึ่งเน้นการบูรณาการความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า กรอบการทำงานนี้แบ่งออกเป็นสามเสาหลักคือ:

1
Sustainability Solution (การขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน) ซึ่งเน้นการจัดการสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศผ่านโครงการ Green Area และ Waste to value
2
Social Synergy (การประสานพลังสังคม) ซึ่งเน้นการสร้างความร่วมมือกับชุมชนและส่งเสริมสุขภาวะ ผ่านการสนับสนุนชุมชนรอบโรงไฟฟ้า
3
Share Growth (การสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคม) ซึ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการศึกษาอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการโรงเรียนไก่ไข่และวิสาหกิจชุมชน การดำเนินการทั้งหมดนี้มุ่งสร้างหลักประกันด้านสุขภาวะ การศึกษา โอกาสในการเข้าถึงพลังงานใหม่ และการปกป้องระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

กลยุทธ์การทำงานพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

กลุ่มบริษัทมุ่งมั่นที่จะใช้กรอบ 3S Model ในการขับเคลื่อนความยั่งยืนของชุมชนในระยะสั้นและระยะยาว โดยเน้นการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม

1
การอยู่ร่วมกันและการพัฒนาต่อยอด
  • การพัฒนาความเป็นอยู่และเศรษฐกิจ (Well-being and Economy): กลุ่มบริษัท มีเป้าหมายในการพัฒนาชุมชน ทั้งในด้านความเป็นอยู่และเศรษฐกิจ ผ่านความร่วมมือของโครงการและชุมชน โดยเริ่มจากการ สำรวจความต้องการ หรือโอกาสในการพัฒนาต่อยอดสิ่งเดิมที่ชุมชนมีอยู่แล้วริเริ่มดำเนินโครงการที่สามารถพัฒนาและต่อยอดให้กลายเป็น ศูนย์การเรียนรู้ ในด้านต่าง ๆ อาทิ การจัดการและการบริหารธุรกิจขนาดเล็ก การหาตลาดและช่องทางการขาย และการต่อยอดผลิตภัณฑ์/ผลผลิตทางการเกษตร
  • ความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Awareness): กลุ่มบริษัท ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ จึงมีความประสงค์ที่จะเป็นหนึ่งใน กระบอกเสียง ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว ผ่านการดำเนินงานของบริษัท
2
การพึ่งพาตนเองและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
  • การพึ่งพาตนเอง (Self-Reliance) และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์: กลุ่มบริษัท มีความมุ่งหวังให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองผ่านโครงการต่าง ๆ ที่ได้ร่วมมือกัน โดยให้ความสำคัญแก่ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่แท้จริง มุ่งมั่นในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้วยการ ถ่ายทอดทักษะและองค์ความรู้เรื่องการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นระบบ ให้แก่กลุ่ม/องค์กร/สมาคม หรือแม้แต่ระดับครัวเรือน เพื่อให้สามารถบริหารและจัดการธุรกิจของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การผลักดันพลังงานสะอาด (Clean Energy Adoption): กลุ่มบริษัท มุ่งหวังที่จะเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันให้ชุมชนในท้องที่เห็นถึงโอกาสและการนำ พลังงานสะอาดมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น เพื่อลดการก่อมลภาวะในระดับครัวเรือน กิจกรรมหลักจะมุ่งเน้นไปที่ การพัฒนาและปรับปรุงสิ่งเดิมที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากคำนึงถึงการใช้ ต้นทุนที่หลากหลาย อาทิ ต้นทุนทางการเงิน ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม และต้นทุนมนุษย์

แนวทางการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

กลุ่มบริษัทมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าให้แก่สังคมและชุมชน ผ่านการดำเนินงานด้านกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีแนวทางหลักดังนี้:

รายละเอียดการดำเนินงาน
  • สนับสนุนการเสริมทักษะความรู้ในการพัฒนาสินค้าชุมชนเพื่อสร้าง เศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน โดยพัฒนาจากกลุ่มเกษตรกร สู่การจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน
  • เสริมสร้างกลุ่มสมาคมชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน สามารถพัฒนาเป็นโครงการต้นแบบในอนาคต
รายละเอียดการดำเนินงาน
  • การปลูกต้นไม้ ทั้งภายในและภายนอกโครงการโรงไฟฟ้า การลดขยะอินทรีย์แปลงเปลี่ยนให้เป็นปุ๋ยในการปรับสภาพดิน
  • การเพิ่มความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ดำเนินธุรกิจ
รายละเอียดการดำเนินงาน
  • ผลักดันให้ชุมชนรอบโรงไฟฟ้า (พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม) ให้เป็นชุมชนที่สามารถ พึ่งพาตนเองได้
  • ส่งเสริมองค์ความรู้ด้านเกษตรกรรมตามความต้องการของชุมชนเพื่อให้เกิด การเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน
รายละเอียดการดำเนินงาน
  • สร้างเสริมการตระหนักรู้และการนำ พลังงานสะอาดมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ผ่านการดำเนินกิจการของโครงการ (เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า, สถานีอัดประจุไฟฟ้า) ซึ่งเป็นการสาธิตให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยี และพัฒนาชุมชนให้สามารถ สร้างอาชีพ จากการดำเนินงานเกี่ยวกับไฟฟ้า

กลยุทธ์การสร้างคุณค่าร่วม

กลยุทธ์ของเราคือการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพอย่างยั่งยืนในมิติ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้าง ความเข้มแข็งและความยืดหยุ่น (Resilience) ให้แก่ชุมชน โดยมีแนวทางการทำงานในรูปแบบ CSV ควบคู่ไปกับ นวัตกรรมทางสังคม (Corporate Social Innovation - C-SI) ซึ่งมุ่งเน้นการถ่ายทอด ทักษะแห่งอนาคต (Skills for the Future) และการสร้างสรรค์นวัตกรรมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) และมาตรฐาน GRI (Global Reporting Initiative) ดังต่อไปนี้

พัฒนาด้านเศรษฐกิจ สร้างอาชีพและรายได้ และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี
อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ
การส่งเสริมการศึกษา (ตลอดชีวิต)
การสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย

การสร้างคุณค่าร่วมผ่านกิจการเพื่อสังคม (EASE – EA Social Enterprise)

กลุ่มบริษัท ได้ริเริ่มก่อตั้งหน่วยงานภายใต้ชื่อ EASE (EA Social Enterprise) หรือ EA กิจการเพื่อสังคม เพื่อดำเนินโครงการตามแนวทางโครงการเพื่อสังคม ที่มิได้มุ่งเน้นการสร้างกำไรสูงสุด แต่มุ่งสร้างประโยชน์ต่อสังคมบนการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนเป็นสำคัญ ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน โดยเริ่มจากชุมชนรอบโรงไฟฟ้าของบริษัทฯ เป็นพื้นที่โครงการนำร่อง และการสร้าง “งานที่ดี” ในชุมชน ให้คนในชุมชน มีงานที่มีรายได้มั่งนคง มีรายได้ประจำ ส่งผลให้เกิดการงานที่มั่งนคง มีความมั่นคงในชีวิต และมีความเป็นอยู่ที่ดี นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืนต่อไป

ดำเนินโครงการเพื่อสังคมร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่ชุมชน องค์กร มหาวิทยาลัย คู่ค้า และเครือข่ายพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน พัฒนาเป็นกิจการของเกษตรกรที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน ผ่านการส่งเสริมองค์ความรู้สนับสนุนการผลิตเพื่อพัฒนาคุณภาพของผลผลิตส่งเสริมการตลาดเพิ่มโอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นธรรม เชื่อมโยงความร่วมมือในการวิจัย พัฒนา และขยายผลต่อไป

การดำเนินโครงการมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในพื้นที่ ให้เข้ามามาส่วนร่วมตั้งแต่ต้นน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างความเป็นเจ้าของร่วมในการดำเนินโครงการ (ownership) และสร้างคุณค่าร่วมกัน (shared value) เพื่อพัฒนานวัตกรรมทางสังคม (social innovation) EASE มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของเกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผ่านกระบวนการ 4 ขั้นตอน:

1
การสอบถามความต้องการ และบริบทของชุมชน
2
การออกแบบ และวางแผนโครงการร่วมกัน
3
การสนับสนุน การดำเนินโครงการและส่งเสริมองค์ความรู้ (โดยเฉพาะทักษะแห่งอนาคต)
4
การประเมินผล การทำงานร่วมกันอย่างสม่ำเสมอและขยายผล

กระบวนการและมาตรการบริหารจัดการชุมชน

การประเมินผลกระทบล่วงหน้า (Due Diligence):

กลุ่มบริษัทได้นำ กระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชนและประเมินผลกระทบ ไปใช้ในการดำเนินงานแล้ว 100%ของกลุ่มธุรกิจบริษัท สำหรับกลุ่มธุรกิจเกิดใหม่ ในระยะก่อสร้างมีการประเมินความเสี่ยงด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมล่วงหน้า (Pre-Project Risk Screening) เพื่อระบุ ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ, กลุ่มเปราะบาง และประเมินโอกาสเกิดข้อร้องเรียน (เช่น เสียง กลิ่น ฝุ่น) ก่อนเข้าสู่ระบบ IEE (การตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น)และ EIA (การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม)

การจัดการข้อร้องเรียน (Grievance Mechanism):

กลุ่มบริษัทได้กำหนดแผนการรับเรื่องร้องเรียนจากการดำเนินกิจการของบริษัท รวมไปถึงการระบุผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอน พร้อมระบุแผนผังกระบวนการจัดการอย่างละเอียด รวมไปถึงการประชาสัมพันธ์ให้แก่กลุ่มผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทได้รับการแก้ไขปัญหาและติดตามตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างโปร่งใส

  • ช่องทางรับเรื่องร้องเรียน: กำหนดให้มีช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนที่หลากหลาย (โทรศัพท์, สื่ออิเล็กทรอนิกส์, หนังสือ/จดหมาย, ป้อมรักษาความปลอดภัยหน้าสถานประกอบการ)โดยมีระบบบันทึกและติดตามผลการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกข้อร้องเรียนได้รับการพิจารณาอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และตอบสนองต่อความคาดหวังของชุมชนโดยรอบอย่างแท้จริง
  • การดำเนินการ: เจ้าหน้าที่ชุมชนสัมพันธ์จะดำเนินการตรวจหาข้อเท็จจริงเพื่อแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำ แผนในการแก้ไข ปรับปรุง และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ อย่างเหมาะสม
  • กลุ่มบริษัทมุ่งมั่นที่จะหลีกเลี่ยงการละเมิดสิทธิมนุษยชนและผลกระทบเชิงลบต่อชุมชนทุกรูปแบบ โดยในปี 2568 ไม่มีเหตุการณ์ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือมีผลกระทบเชิงลบที่มีนัยสำคัญต่อชุมชน ตามที่รายงาน

กรณีศึกษา/เรื่องราวความสำเร็จ

การเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจฐานรากและวิสาหกิจชุมชน

กลุ่มบริษัท มุ่งเน้นการสร้าง ความมั่นคงทางเศรษฐกิจฐานรากผ่านการพัฒนาศักยภาพชุมชน โดยเน้นให้ชุมชนมีส่วนร่วมเป็น "เจ้าของร่วม" ในโครงการ

โครงการ Smart Farm

โครงการฟาร์มเกษตรอินทรีย์จังหวัดพิษณุโลกได้พัฒนาระบบเกษตรกรอัจฉริยะ โดยมีการ ประกันรายได้ ให้กับเกษตรกรเพื่อให้มีความมั่นคงทางรายได้โดยเกิดมูลค่ารวมที่สร้างรายได้ให้ชุมชนมาก กว่า 1.1 ล้านบาทต่อปี บาทต่อปี

โครงการเลี้ยงแพะแกะจังหวัดนครสวรรค์

ราคาแพะและแกะที่เพิ่มขึ้นจากอุปสงค์-อุปทานในตลาด ทั้งนี้ เกษตรกรยังคงเชื่อมั่นในอาชีพและในปีนี้มีการวางแผนที่จะปรับปรุงพันธุ์แกะเพิ่มเติมโครงการยังมุ่งเน้นการสร้างคนรุ่นใหม่ Young Smart Farmer ให้กับลูกหลานของเกษตรกรในพื้นที่ รวมทั้งให้ความรู้และทักษะในการบริหารจัดการเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืน การประกอบธุรกิจและการตลาดเบื้องต้น รวมไปถึงการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการทำการเกษตรอินทรีย์

การผลักดันวิสาหกิจชุมชน

กลุ่มบริษัทได้ส่งเสริมและผลักดันการจัดตั้ง วิสาหกิจชุมชน ในพื้นที่ดำเนินธุรกิจ โดยมีสมาชิกจำนวน 7 คน ซึ่งสามารถสร้างรายได้รวมทั้งสิ้น 12,000 บาท ให้แก่ชุมชนการดำเนินงานดังกล่าวช่วย ยกระดับคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน โดยชุมชนสามารถเพิ่มจำนวนสมาชิกในกลุ่มวิสาหกิจชุมชน รวมถึงผลิตสินค้าได้หลากหลายมากขึ้น

การพัฒนาทักษะแรงงาน และการการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตและการสร้างทุนมนุษย์

การพัฒนาทักษะแรงงาน

โครงการพัฒนาทักษะด้าน พลังงานสะอาด ร่วมสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้สีเขียวกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการติดตั้งระบบแผงพลังงานแสงอาทิตย์การดำเนินงานในปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยมี ผู้เข้าร่วมอบรมรวม 217 คน และจากการติดตามผลพบว่า 80% ของผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดเพื่อสร้างรายได้และพัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืน การดำเนินการนี้เสริมกำลังแรงงานคุณภาพ เข้าสู่ตลาดงานด้านพลังงานสะอาด และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

โครงการส่งเสริมศูนย์ฝึกอาชีพ ทอผ้า ในวิสาหกิจชุมชน (จ.ระยอง)

เป็นการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมกับร่วมกับ นิคมอุสาหกรรมดับบลิวเฮชเอตะวันออก (มาบตาพุด) และคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

การยกระดับคุณภาพชีวิต สุขภาวะ และโอกาสทางการศึกษา
โภชนาการและการศึกษาเชิงปฏิบัติ
1
โครงการ “โรงเรียนไก่ไข่”
สนับสนุนการเลี้ยงไก่ไข่เพื่อผลิตไข่สดใช้ประกอบอาหารกลางวันสำหรับนักเรียน (นักเรียน 210 คน ได้รับประโยชน์) และช่วย ลดค่าใช้จ่ายด้านอาหารกลางวันได้ประมาณ 46,200 บาทต่อเดือน ส่งผลให้มีงบประมาณเหลือเพื่อนำไปพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้หรือโครงการอื่น ๆ เพื่อประโยชน์ของนักเรียนเพิ่มเติมโครงการดังกล่าวยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตรกรรมแบบปฏิบัติจริงให้นักเรียนเข้าใจหลักการเลี้ยงสัตว์ การดูแลสุขอนามัย การเก็บผลผลิต และการจัดการทรัพยากร ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นทักษะอาชีพในอนาคต รวมทั้งสร้างความตระหนักเรื่องความพอเพียงและการพึ่งพาตนเองภายในชุมชนการศึกษา
1
โครงการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านเกษตรกรรม เช่น “โรงเรียนวัว”
เสริมสร้างทักษะอาชีพให้แก่นักเรียนผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติจริงด้านการเลี้ยงสัตว์และการจัดการผลผลิตอย่างเป็นระบบและยังเป็นการปูพื้นฐานให้แก่นักเรียนในการ ต่อยอดสู่การประกอบอาชีพหลังจบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการทำฟาร์มขนาดย่อม การผลิตสินค้าเกษตรแปรรูป หรือการเข้าร่วมวิสาหกิจชุมชน การสนับสนุนจากบริษัทจึงมีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน ส่งเสริมทักษะอาชีพ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนในระยะยาว

การเข้าถึงบริการสุขภาพ

กลุ่มบริษัทมุ่งมั่นยกระดับการเข้าถึงบริการสาธารณสุข โดยในปี 2568 ได้จัดสรรงบประมาณรวมทั้งสิ้นกว่า 1.6 ล้านบาท เพื่อบริจาคผ่าน มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชิงกลยุทธ์ในการบริหารจัดการและกระจายทรัพยากรให้แก่โรงพยาบาลและสถานพยาบาลที่ขาดแคลนทั่วประเทศ โดยงบประมาณดังกล่าวได้นำไปดำเนินการเปลี่ยนสารดูดซับ (Molecular Sieve) ในเครื่องผลิตออกซิเจนจำนวน 100 เครื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้อย่างต่อเนื่อง การลงทุนครั้งนี้ถือเป็น บทพิสูจน์สำคัญของการบูรณาการมิติด้านการเงินเข้ากับการสร้างผลลัพธ์ทางสังคมเชิงบวก (Social Impact) เพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนของประชาชน

1
โครงการศูนย์บำบัดผู้ติดยาเสพติด (เทศบาลตำบลมะต้อง)
โดยส่งเจ้าหน้าที่ร่วมปฏิบัติหน้าที่นักบำบัดพร้อมต่อยอดด้วยการ ฝึกอาชีพ
2
โครงการส่งเสริม สุขภาพช่องปากในชุมชนห่างไกล (จ.เชียงใหม่)
ผ่านความร่วมมือระหว่าง บริษัทในเครือ NEX และ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ด้วย รถทันตกรรมเคลื่อนที่พลังงานไฟฟ้า (Electric Mobile Dental Unit) ช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงการรักษาทันตกรรมไปแล้ว 1,200 คน
2
กลุ่มบริษัทร่วมกับมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์
ในการสนับสนุนกิจกรรมสาธารณกุศลและส่งเสริมการเข้าถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน โดยให้การสนับสนุนโรงพยาบาลและหน่วยงานภาครัฐในการพัฒนาศักยภาพด้านสาธารณสุข และยกระดับคุณภาพการให้บริการแก่ประชาชนในพื้นที่
สนับสนุนอุปกรณ์การแพทย์แก่โรงพยาบาลสุรินทร์ ร่วมกับมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์
ร่วมสนับสนุนน้ำดื่มในกิจกรรมงานวิ่งร่วมกับมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์
สนับสนุนน้ำดื่มและอาหารแห้ง แก่ทหารตระเวนชายแดน จังหวัดสุรินทร์ ร่วมกับมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์

การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ

การเพิ่มพื้นที่สีเขียว

โครงการ EA รักษ์ป่า ดำเนินการปลูกต้นไม้สะสมแล้ว 10,136 ต้น (ณ ปี 2568) คิดเป็นความก้าวหน้า ร้อยละ 31.675 ของเป้าหมาย 32,000 ต้น โดยต้นไม้ที่เลือกใช้เป็นชนิดที่ ไม่เป็นพืชรุกราน และไม่ใช่พืชต่างถิ่น เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับระบบนิเวศท้องถิ่น ลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และเพิ่มประสิทธิภาพในการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวในระยะยาว การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวทางการลดผลกระทบต่อภูมิทัศน์ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อชุมชนรอบพื้นที่ดำเนินงาน

การอนุรักษ์ทางทะเล

โครงการ ใบพัดสีเขียว (โรงไฟฟ้าพลังงานลม จ.นครศรีธรรมราช) ร่วมกับสมาคมประมงพื้นบ้าน วาง “ซั้ง” และปล่อย พันธุ์ปูทะเลจำนวน 1 ล้านตัว ลงสู่อ่าวไทย เพื่อเป็นแหล่งอนุบาล แหล่งที่อยู่อาศัย ที่หลบภัยของสัตว์น้ำ และรักษาความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงสร้างรายได้ และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน

ปศุสัตว์ที่ยั่งยืน

โครงการสนับสนุนหญ้าเขียวปลอดสารเคมี ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในชุมชน รวมทั้งสิ้น 3,060 กิโลกรัม เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านอาหารสัตว์และลดความเสี่ยงจากสารตกค้างซึ่งช่วยให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์คุณภาพดี ลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากภายนอก และลดความเสี่ยงจากสารตกค้างในห่วงโซ่อาหาร


การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย

แนวทางการบริหารจัดการ

กลุ่มบริษัทตระหนักถึงความสำคัญเรื่องการบริหารจัดการผู้มีส่วนได้เสียอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความโปร่งใส และเพื่อให้การดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับความคาดหวังของสังคมในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และหลักธรรมาภิบาล กลุ่มบริษัทมุ่งมั่นดำเนินกระบวนการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholder Engagement) อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อ:

1
รับฟังความคิดเห็น ประเมินผลกระทบ
2
ระบุประเด็นสาระสำคัญที่มีนัยต่อการดำเนินงานขององค์กรและชุมชนโดยรอบ

การมีส่วนร่วมเชิงรุก (Proactive Engagement) การสื่อสารอย่างโปร่งใส และการตอบสนองอย่างทันท่วงที ทำให้ กลุ่มบริษัท สามารถระบุประเด็นสาระสำคัญได้อย่างแม่นยำ นำไปสู่การจัดทำ กลยุทธ์ด้าน ESG ที่ตอบสนองต่อความคาดหวังของสังคม และส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจควบคู่กับความยั่งยืนของชุมชนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

นโยบายในการปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสีย สังคม และการมีส่วนร่วมของประชาชน

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

Executive Compensation
Human Capital Management
Human Rights Commitment
Human Rights Mitigation & Remediation
Labor Practices Commitment
Occupational Health and Safety (OHS) Programs
Stakeholder Complaint Procedure
Stakeholder Engagement Program 2024
การเรียนรู้และพัฒนาบุคลากร
ความหลากหลาย และการยอมรับความแตกต่าง
นโยบายการส่งเสริมความหลากหลายและยอมรับความแตกต่างของบุคคล
นโยบายความรับผิดชอบต่อสังคม
นโยบายคุณภาพ สิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
นโยบายด้านสิทธิมนุษยชน
นโยบายเรื่องการไม่เลือกปฏิบัติและการต่อต้านการล่วงละเมิด
นโยบายในการปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสีย สังคม และการมีส่วนร่วมของประชาชน
แนวปฏิบัติในกระบวนการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน