
อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
แนวทางการบริหารจัดการ
กลุ่มบริษัทเชื่อว่าการบริหารด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เป็นประเด็นสำคัญ ด้านความยั่งยืน การบริหารจัดการเพื่อป้องกันความเสี่ยง อุบัติการณ์ และผลกระทบต่อธุรกิจและผู้มีส่วนได้เสีย เป็นความรับผิดชอบขั้นพื้นฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มพนักงาน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสีย โดยกลุ่มบริษัทมุ่งมั่นส่งเสริมให้ทุกหน่วยงานมีสภาพแวดล้อมที่ถูกสุขอนามัยและมีความ ปลอดภัย และยึดถือปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ควบคู่กับการพัฒนาองค์กรเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ เพื่อสร้างความ ปลอดภัยในการทำงานของบริษัท จึงได้ประกาศ “นโยบายคุณภาพ สิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย” โดยกำหนดแนวทางในการปฎิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมาย และมาตรฐานสากล ด้วยมาตรการป้องกันความเสี่ยงซึ่งอาจ เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ การบาดเจ็บและการเจ็บป่วยจากการทำงาน พร้อมส่งเสริมให้มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการ ทำงานให้เหมาะสมต่อสภาพสภาพจิตใจและถูกสุขลักษณะ เพื่อคุณภาพชีวิตในการทำงานและสุขภาพของพนักงาน โดยมุ่งเน้นให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของตนเองให้ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ และแผนการ บริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในการทำงาน คือ การใส่ใจถึงการปฏิบัติงาน อันอาจเกิดผลกระทบต่อภายในและภายนอก องค์กร โดยอ้างอิงแนวทางปฏิบัติตามแนวทางมาตรฐานสากล ISO 45001:2018 หลักการด้าน Process Safety Management (PSM) และแนวทางปฏิบัติอื่นที่เกี่ยวข้องตามแต่กลุ่มอุตสาหกรรม ควบคู่กับการประเมินความสอดคล้องของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
นโยบายคุณภาพ สิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
ผลการดำเนินงาน
รายงานตัวชี้วัดการปฏิบัติงานจากอัตราการบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงาน (LTIFR) และอัตราการเสียชีวิตจากการทำงาน ทั้งของพนักงานและผู้รับเหมา ดังนี้
กรณีศึกษา/เรื่องราวความสำเร็จ
การจัดการความเสี่ยง
กลุ่มบริษัทมีกระบวนการในการบ่งชี้ความเป็นอันตราย การประเมินความเสี่ยง เพื่อระบุประเด็นปัญหาความเสี่ยง (Risk) และโอกาส (Opportunity) ครอบคลุมกระบวนการปฏิบัติงาน กิจกรรมและพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานและกำหนดมาตรการป้องกันและควบคุมอันตราย โดยมุ่งเน้นการขจัดความเสี่ยงและอันตรายในการทำงานอย่างยั่งยืนแต่ความเสี่ยงที่จะเกิดความไม่ปลอดภัยหรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานในทุกกิจกรรมหลักโดยครอบคลุม ทั้งกิจกรรมของพนักงาน กิจกรรมของผู้รับเหมา และยังได้เตรียมความพร้อมในการรองรับการเกิดเหตุฉุกเฉินต่างๆ เช่น การตรวจสอบระบบป้องกันภัย เส้นทางหนีไฟ เครื่องส่งสัญญาณเตือนดับเพลิงอัตโนมัติและอุปกรณ์ระงับเหตุฉุกเฉินต่างๆ ตลอดจนมีการฝึกซ้อมและซ้อมดับเพลิงให้มีความพร้อมปฏิบัติงานอยู่เสมอ
การปฏิบัติตามกฎหมาย
กลุ่มบริษัทมีการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและสุขภาพในการทำงานรวมถึงการประเมินความสอดคล้องต่อกฎหมาย เพื่อติดตาม รวบรวม กฎหมาย เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการ
การรายงาน และการสอบสวนเหตุการณ์ผิดปกติหรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ระหว่างทำงาน
กลุ่มบริษัทได้กำหนดให้มีขั้นตอนการสอบสวนอุบัติเหตุและการวิเคราะห์หาสาเหตุการณ์อุบัติการณ์ทางด้านร่างกายหรือทรัพย์สินตลอดจนโรคภัยอันเนื่องมาจากการทำงานโดยมีกระบวนการสอบสวนอุบัติเหตุเพื่อหาสาเหตุมากำหนดมาตรการแก้ไขและป้องกันการเกิดซ้ำตลอดจนติดตามผลการดำเนินการแก้ไขรวมถึงการติดตามผลการดำเนินงานเพื่อการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล
แนวทางการบริหารจัดการ
กลุ่มบริษัทกำหนดกลยุทธ์การบริหารงานทรัพยากรบุคคลโดยเน้นการสรรหาบุคลากรที่มีความสามารถสูงจากทุกช่องทาง การเพิ่มผลิตภาพพนักงาน การเสริมสร้างความผูกพันต่อองค์กร การพัฒนาขีดความสามารถของพนักงานให้ตอบรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (BANI framework) และการยกระดับมาตรฐานงานทรัพยากรบุคคล นอกจากนี้ ยังมีนโยบายด้านความหลากหลาย (Diversity & Inclusion) เพื่อให้พนักงานได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและยอมรับความแตกต่างในด้านเพศ เชื้อชาติ สัญชาติ ค่านิยม และวัฒนธรรม กลุ่มบริษัทยังมีการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานทุกระดับด้วยระบบ Performance Management System ที่เชื่อมโยงเป้าหมายองค์กรสู่ระดับพนักงาน และใช้ OKR และ PDA ในการวัดผลความสำเร็จ รวมถึงการประเมินคุณลักษณะเชิงพฤติกรรมแบบ 360 องศา (Service & Collaboration Satisfaction)
กรณีศึกษา/เรื่องราวความสำเร็จ
การสรรหาบุคลากร

การประเมินผลการปฏิบัติงาน
กลุ่มบริษัทพลังงานบริสุทธิ์มีการประเมินผลการปฏิบัติงานพนักงานทุกระดับ โดยได้นำระบบ Performance Management System เข้ามาใช้ในองค์กร เพื่อประเมินประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน อีกทั้งยังช่วยให้ทราบถึงระดับความสามารถของพนักงาน ระบบมุ่งเน้นการทำงานให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ โดยมีการเชื่อมโยงเป้าหมายองค์กรมาสู่หน่วยงานและระดับพนักงาน
การยกระดับศักยภาพความสามารถของพนักงาน
การพัฒนาพนักงานควบคู่กับการพัฒนาองค์กร
เพื่อให้การพัฒนาองค์กรสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจ กลยุทธ์ รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างยิ่งที่ทุกองค์กรต้องเผชิญ ดังนั้นการพัฒนาบุคลากรให้มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวรับกับความเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว จะสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรได้ กลุ่มบริษัทจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาพนักงานให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่เสมอในโลกปัจจุบัน ซึ่งวิธีการพัฒนาพนักงานได้ถูกพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายใน 5 รูปแบบ
หลักสูตรดังกล่าวจะยกระดับจากแนวคิดสู่การลงมือทำจริงเพื่อสร้างผลต่อธุรกิจด้วยกระบวนการ Design Thinking, การแบ่งปันความรู้และประสบการณ์จากผู้บริหาร, ผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนี้การพัฒนาบุคลากรผ่านการทำโครงการร่วมกันดังกล่าวสามารถวัดผลการเรียนรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในเรื่องการพัฒนาความรู้ ทักษะ การนำไปใช้ในการทำงาน ผลสำเร็จต่อเป้าหมายและการสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ โดยพนักงานได้ส่งโครงการเข้าประกวดแคมเปญ EA Inside EA ของกลุ่มบริษัท นอกจากนี้กลุ่มบริษัทยังจัดการพัฒนาความสามารถด้านวิชาชีพ (Functional Competency Development) โดยกลุ่มบริษัทมุ่งเน้นการพัฒนาตามแนวทาง 70:20:10 หมายถึง เรียนรู้ด้วยตนเองและจากการปฏิบัติงาน ร้อยละ 70, เรียนรู้จากผู้อื่นและการสอนงาน ร้อยละ 20 และเรียนรู้จากการฝึกอบรม ร้อยละ 10 จากความเชื่อว่าการพัฒนาบุคลากรผ่านประสบการณ์จริงจากการลงมือทำจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ และสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงพฤติกรรมที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของพนักงานอย่างแท้จริง
ผลการดำเนินงาน
การมีโครงการที่พัฒนาพนักงานและตอบโจทย์ที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กร เช่น EA Inside EA, Mentorship Program จากแนวทางการพัฒนาพนักงานของกลุ่มบริษัทพลังงานบริสุทธิ์ที่มุ่งให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ของพนักงานด้วยแนวทาง 70:20:10 เพื่อยกระดับการเรียนรู้และก้าวสู่ Digital Transformation ทำให้ในปี 2566 กลุ่มบริษัทพลังงานบริสุทธิ์มีผลการพัฒนาพนักงาน ดังนี้

1.เรียนรู้ด้วยตนเองและจากการปฏิบัติงาน ร้อยละ 70 ได้แก่
- พัฒนาผ่านแคมเปญ EA Inside EA ตามแนวทางกระบวนการสร้างสรรค์ทางปัญญาที่มุ่งเน้นการเรียนรู้ผ่านการคิดและลงมือทำในลักษณะ Project Based Learning (PBL) จำนวนโครงการ 29 โครงการ มูลค่าเพิ่มคาดการณ์ (Estimated Value Added) 9.4 ล้านบาท
- พัฒนาผ่านการ On-the-Job Training พนักงานเรียนรู้การทำงานผ่านการปฏิบัติงานจริง

2.การพัฒนาการเรียนรู้จากผู้อื่น ร้อยละ 20
ในปีนี้ได้มีการพัฒนาทักษะการ โค้ชให้กับผู้บังคับบัญชาอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการพัฒนาที่สำคัญ ดังนี้
- โครงการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง ระดับกลาง และการจัด Executive One on One Coaching ให้กับผู้บริหารรุ่นใหม่เป็นรายบุคคล (Executive Trainee Program)
- โครงการสุดยอดผู้นำ EA Group โดยมีผู้เข้าอบรม 160 คน คิดเป็นร้อยละ 20.9

3. เรียนรู้จากการฝึกอบรม ร้อยละ 10
ของการพัฒนาด้วยการเรียนรู้ภายในห้องเรียนหรือการฝึกอบรมของพนักงานกลุ่มบริษัทพลังงานบริสุทธิ์นั้นได้ให้ความสำคัญกับวิธีการเรียนรู้ เพื่อให้สอดคล้องกับพนักงานที่มีพื้นฐานที่แตกต่างกัน รวมทั้งการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง โดยมีรายละเอียด ดังนี้
- การเรียนรู้แบบ Blended Learning ที่ผสมผสานระหว่างการพัฒนาความรู้ในเชิงทฤษฎีและการปฏิบัติผ่านการใช้ Case Based Learning รวมทั้งการสร้างทักษะ สนับสนุน และผลักดันให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นต้น
- การนำเอาระบบดิจิทัลมาใช้ในการพัฒนาและเรียนรู้ของพนักงานมากยิ่งขึ้น โดยจัดการเรียนรู้แบบ Self - Learning ผ่านระบบ @CORE มีการใช้ QR Code ในการทำแบบสำรวจ และประเมินผลการฝึกอบรม
ผลตอบแทนจูงใจระยะยาวสำหรับพนักงาน
โครงการกองทุนทรัสต์ (Trust Fund) มีวัตถุประสงค์เพื่อตอบแทนพนักงานด้วยความมั่นคงทางการเงินเมื่อเกษียณอายุ เกณฑ์การคัดเลือกมีความเชื่อมโยงกับผลการปฏิบัติงาน ศักยภาพ และการสร้างมูลค่าเพิ่มของพนักงาน ซึ่งส่งผลต่อผลการดำเนินงานขององค์กร สถานะสมาชิกจะได้รับการประเมินเป็นรายปี เพื่อกระตุ้นให้พนักงานรักษาผลการปฏิบัติงานในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โครงการนี้ครอบคลุมถึงพนักงานในทุกระดับชั้น ในบริบทของกลุ่มพลังงานบริสุทธิ์ พนักงานซึ่งรวมถึง CEO, CFO, COO และผู้บริหารระดับสูง ถูกจำกัดความครอบคลุมตั้งแต่ระดับปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ ไปจนถึงระดับรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 100 ของพนักงานทั้งหมด โครงการผลตอบแทนจูงใจระยะยาวเป็นโครงการที่ผูกติดกับผลการปฏิบัติงานของพนักงาน ผลการปฏิบัติงานดังกล่าวสามารถวัดผลได้ทั้งในระยะเวลาหนึ่งปีหรือหลายปีติดต่อกัน โดยกลุ่มบริษัทเรียกผลตอบแทนจูงใจนี้ว่า “กองทุนทรัสต์” (Trust Fund)
วัตถุประสงค์ของกองทุนทรัสต์
คุณสมบัติและเกณฑ์การวัดผล
คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ “กองทุนทรัสต์” มีดังนี้:
กองทุนทรัสต์ของเรามอบผลตอบแทนจูงใจระยะยาวโดยพิจารณาจากพัฒนาการของพนักงานและผลการดำเนินงานขององค์กร โดยผลตอบแทนจูงใจระยะยาวสำหรับพนักงานในระดับต่ำกว่าผู้บริหารระดับสูง จะมีการจ่ายผลประโยชน์โดยเฉลี่ยหลังจากระยะเวลามากกว่า 3 ปีขึ้นไป (ซึ่งรวมถึงการมีส่วนร่วมในการสร้างมูลค่าระยะยาวและผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัท) ตลอดจนความสามารถในการแสดงออกถึงการปฏิบัติตามค่านิยมของบริษัท ได้แก่ 1) ความกระตือรือร้นและกล้าคิดกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง 2) ความเป็นมืออาชีพและเชี่ยวชาญตามหลัก 3Hs ของ EA (Head, Heart, Hand) และ 3) การร่วมมือทำงานกับผู้อื่นเพื่อพัฒนาร่วมกัน
สิทธิประโยชน์จากกองทุนทรัสต์ – ผลตอบแทนจูงใจระยะยาวของบริษัท
ตัวอย่างเช่น พนักงานในกลุ่มหุ้นส่วน EA (EA Partners) จะได้รับสิทธิในการลาพักผ่อนประจำปีสูงสุดถึง 25 วันต่อปี สิทธิประโยชน์ด้านประกันสุขภาพ โดยการขยายวงเงินคุ้มครองส่วนเกินจากสิทธิปกติที่มีอยู่จริง สูงสุดไม่เกิน 2,000,000 บาทต่อปี ตามความจำเป็นและเหมาะสม ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับรางวัลนี้อาจถูกยกเลิกการรับรองสิทธิหากเข้าเงื่อนไขบางประการ เช่น การลาออกก่อนเกษียณอายุ การกระทำผิดทางวินัย หรือการทุจริต เป็นต้น
ด้านความผูกพันของพนักงาน

บริษัทฯ ดำเนินการสำรวจความผูกพันของพนักงานโดยใช้สถาบันที่ได้รับการยอมรับจากองค์กรชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งผลความผูกพันของพนักงานในปี 2566 อยู่ในระดับ ร้อยละ 48 จากเป้าหมายที่ระดับ ร้อยละ 56 ซึ่งข้อคำถามสามารถบ่งชี้ได้ถึงความพึงพอใจในงาน, งานมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน, การมีความสุขในการทำงานโดยเป็นส่วนใหญ่, การมีความเครียดในการทำงานโดยเป็นส่วนใหญ่
โดยในปี 2566 บริษัทฯ ได้ดำเนินปรับปรุงระบบสารสนเทศให้ตอบโจทย์ความต้องการใช้งานที่ต้องการความรวดเร็วและเข้าถึงได้ง่าย และโครงการ "Process Restructuring" จากทั้ง 2 โครงการ นำมาซึ่งการเปลี่ยนผ่านกระบวนการขออนุมัติต่างๆ ให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น การเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับพนักงานโดยตรงเริ่มมีขั้นตอนชัดเจน มีความสะดวกและรวดเร็วต่อผู้ปฏิบัติงานและผู้ใช้งาน
การดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน
แนวทางการบริหารจัดการ
กลุ่มบริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจให้สามารถเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมและผลักดันการเคารพสิทธิมนุษยชนทั่วทั้งองค์กร กลุ่มบริษัทตระหนักถึงความสำคัญในการเคารพต่อสิทธิมนุษยชนของทุกคน และถือเป็นหน้าที่ของบริษัทตลอดจนคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน (Business Partners, Suppliers) และผู้รับเหมา (Contractors) และคู่ค้าทางการร่วมค้า (Joint Ventures) ที่จะต้องยึดมั่นต่อหลักการด้านสิทธิมนุษยชนในการปฏิบัติต่อพนักงาน (Employees) ลูกจ้างภายนอกของบริษัท (Outsource/Subcontract/Third Party Employee) ลูกค้า (Customers) ชุมชน (Local communities), แรงงานข้ามชาติ (Migrant Workers) ชาวพื้นเมืองดั้งเดิม (Indigenous People) ผู้หญิง (Women) ผู้ชาย (Men) เพศทางเลือก (LGBTQI+) ผู้พิการ (Disabled Person) หญิงตั้งครรภ์ (Pregnant Women) และ ผู้สูงอายุ (Elderly People) ผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ อย่างเท่าเทียมกัน และหลีกเลี่ยงการละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกรูปแบบ
ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทปราศจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน กลุ่มบริษัทจึงได้กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อมุ่งยับยั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกกิจกรรมทางธุรกิจของกลุ่มบริษัท ให้ความสำคัญและการเคารพสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้รับปฏิบัติทางกฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights) รวมทั้งข้ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง (UN Declaration on the Rights of Indigenous Peoples) ข้อกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (UN Declaration of the Rights of Indigenous Peoples) ข้อกติกาสากลสำหรับประชาชน (UN Global Compact) แนวปฏิบัติ เรื่องหลักการชี้นำสำหรับธุรกิจ (UN Guiding Principles on Business and Human Rights) หลักการความมั่นคงและสิทธิมนุษยชนโดยสมัครใจ (Voluntary Principles on Security and Human Rights) และหลักการปฏิบัติว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labor Organization’s UN Fundamental Principles and Rights at Work - ILO) โดยบริษัทได้กำหนดและประกาศใช้นโยบายเป็นข้อผูกพันเชิงนโยบาย (Policy Commitment & Human Rights Commitment) รวมถึงกำหนดกลไกป้องกันและผู้ดูแล อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการปฏิบัติตามหลักด้านสิทธิมนุษยชน
สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
นโยบายด้านสิทธิมนุษยชน
กระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน
กลุ่มบริษัทได้นำกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence : HRDD) ตามหลักการชี้แนะเรื่องสิทธิมนุษยชนสำหรับธุรกิจแห่งสหประชาชาติ (UN Guiding Principles on Business and Human Rights : UNGP) มาเป็นกรอบในการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชน โดยดำเนินการครอบคลุมทุกกิจกรรมทางธุรกิจในประเทศไทย และทุกพื้นที่ในประเทศที่บริษัทมีพื้นที่ปฏิบัติการ พร้อมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้งมีการจัดการความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มบริษัทมีระบบการควบคุมและป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งมีมาตรการสนับสนุนด้านสิทธิมนุษยชนที่มีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ผู้บริหารและพนักงานในทุกระดับของการดำเนินธุรกิจของบริษัทจะต้องให้ความสำคัญและแสดงถึงความมุ่งมั่นต่อการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่มบริษัท และดำเนินธุรกิจตามหลักการดังกล่าว
สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
แนวปฏิบัติในกระบวนการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน
สังคมและชุมชน
แนวทางการบริหารจัดการ
กลุ่มบริษัทได้กำหนด “นโยบายความรับผิดชอบต่อสังคม” เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติเพื่อการบริหารจัดการกระบวนการทางธุรกิจ (CSR-in-Process) โดยมี 7 หลักการ ดังนี้
การดำเนินงานด้าน CSR (Corporate Social Responsibility) ของกลุ่มบริษัท มีกรอบการดำเนินงานที่มุ่งเน้นไปที่ถึงความยั่งยืน โดยคำนึงถึง 3 มิติหลัก ได้แก่ มิติด้านเศรษฐกิจ (Economics) มิติด้านสังคม (Society) และมิติด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) ภายใต้การดำเนินงานที่เท่าเทียม พึ่งพากันและกัน และความสมดุลร่วมกัน โดยมุ่งเน้นไปที่ การมีส่วนร่วมกับชุมชน เพื่อประเมินเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม พร้อมทั้งร่วมกันแก้ปัญหา อีกทั้งยังมีการเปิดโอกาสให้ชุมชนได้แสดงความคิดเห็น เพื่อนำมาพัฒนาและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น อันจะเป็นแนวทางที่นำไปสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ตามกรอบและนโยบายของกลุ่มบริษัท
สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
นโยบายความรับผิดชอบต่อสังคม
กรณีศึกษา/เรื่องราวความสำเร็จ
เราเชื่อมั่นว่าการเติบโตทางธุรกิจต้องมาพร้อมกับการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม เราจึงมุ่งมั่นดำเนินงานภายใต้หลักการความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility: CSR) โดยผนวกแนวคิดนี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางธุรกิจ เพื่อสร้างสรรค์โครงการที่สามารถตอบสนองความต้องการของชุมชนและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน
ด้านเศรษฐกิจ

โครงการโรงเรียนไข่ไก่
เพื่อให้อาหารกลางวันฟรีแก่โรงเรียนใน 2 แห่ง ณ โรงเรียนชุมชนบ้านหัวหวาย จังหวัดนครสวรรค์ และ โรงเรียนวัดหนองนา จังหวัดลพบุรี โดยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จังหวัดนครสวรรค์ และ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จังหวัดลพบุรี สนับสนุนการสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ พร้อมวัสดุอุปกรณ์สำหรับเลี้ยงไก่ไม่น้อยกว่า 120 ตัว และอบรมส่งมอบความรู้ด้านการเลี้ยงไก่ไข่แก่นักเรียนก่อนเริ่มปฏิบัติจริง
การดำเนินโครงการนี้ทำให้นักเรียนมีองค์ความรู้ทางด้านการเลี้ยงไก่ไข่ มีแนวทางในการดำเนินชีวิตแบบพึ่งพาตนเอง และสามารถนำไข่ไก่ที่ได้มาบริโภคเป็นโปรตีนในมื้ออาหารกลางวันของโรงเรียน และนำไปจำหน่ายสร้างรายได้เสริม
ด้านสังคม

โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จังหวัดพิษณุโลก
ร่วมกับสำนักงานพัฒนา 2 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า โดยการทำแผงโซลาร์ติดตั้งบนบริเวณพื้นที่สาธารณะของชุมชน เพื่อสร้างความตระหนักรู้และประโยชน์ของพลังงานสะอาดให้แก่ประชาชาชน
โครงการศูนย์บำบัดผู้ติดยาเสพติดครบวงจร เทศบาลตำบลมะต้อง
โดยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จังหวัดพิษณุโลก ร่วมกับเทศบาลตำบลมะต้องนำผู้ติดยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการบำบัด รักษา ฟื้นฟู และป้องกันไม่ให้เข้าไปเป็นเหยื่อยาเสพติดอีกครั้ง
ทั้งนี้โครงการฯส่งเจ้าหน้าที่มวลชนสัมพันธ์ของโครงการร่วมปฏิบัติหน้าที่นักบำบัดประจำศูนย์ฯ พร้อมต่อยอดให้ผู้เข้ารับการบำบัดได้รับการส่งเสริมอาชีพด้วยการฝึกอาชีพกับปราชญ์ชุมชน เช่นการฝึกทำขนม การฝึกตัดผม การฝึกซ่อมรถ ฝึกการบินโดรน ฝึกอาชีพการเกษตร
จิตอาสา โดย EA Bio Innovation จังหวัดระยอง ร่วมกับสภากาชาดไทย จังหวัดระยอง
จัดกิจกรรมบริจาคโลหิตสำหรับใช้ในการช่วยเหลือผู้ป่วย และแก้ไขปัญหาโลหิตขาดแคลนแห่งให้หลายชีวิตได้ก้าวต่อไป ช่วยกันสร้างสรรค์สังคมที่ต้องการกัน
ด้านสิ่งแวดล้อม

โครงการเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดย EA Bio Innovation จังหวัดระยอง
ร่วมกิจกรรมปลูกป่าชุมชน ณ บ้านเนินสำเหร่ จังหวัดระยอง เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและความอุดมสมบูรณ์ของป่าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
โครงการการพัฒนาป่าไม้และสิ่งแวดล้อม
เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของอ่าวไทย โดยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม จังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับสมาคมประมงพื้นบ้านอำเภอหัวไทร “ซั้ง” เพื่อเป็นแหล่งอนุบาลแหล่งที่อยู่อาศัยที่หลบภัยของสัตว์น้ำปล่อยพันธุ์ปลากระเบนจำนวนหนึ่งหมื่นล้านตัว ลงสู่อ่าวไทย เพื่อช่วยรักษาความมั่นคงทางอาหารที่มีความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน เพิ่มรายได้ให้กับคนในชุมชนชายฝั่งทะเล และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน โครงการจิตอาสาเก็บขยะชายหาด เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก โดย EA Bio Innovation จังหวัดระยอง นำพนักงานจิตอาสาลงพื้นที่ร่วมเก็บขยะ ณ บริเวณชายหาดหนองแฟบ จังหวัดระยอง เพื่อร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมลดปัญหาขยะชายหาดที่ส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน
นวัตกรรมสังคมองค์กรและการสร้างคุณค่าร่วม
แนวทางการบริหารจัดการ
กลุ่มบริษัทนำแนวคิด CSI และ CSV มาใช้เป็นหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาสังคม โดยแบ่งปันองค์ความรู้ ปัจจัยความสำเร็จ ปรัชญาความคิด และร่วมลงมือปฏิบัติกับชุมชนเพื่อวางรากฐานการพัฒนาชุมชน โดยเน้นการเข้าถึงปัญหาชุมชน ให้ความรู้ แบ่งปันประสบการณ์เพื่อสร้างอาชีพ สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยไม่คำนึงถึงผลตอบแทนทางธุรกิจ มีการดำเนินงานผ่าน EASE - EA Social Enterprise ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เน้นสร้างประโยชน์ต่อสังคมผ่านการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน
ยุทธศาสตร์แผนพัฒนาความเป็นอยู่ของชุมชนอย่างยั่งยืน
การดำเนินโครงการมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในพื้นที่ ให้เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างความเป็นเจ้าของร่วมในการดำเนินโครงการ (Ownership) และสร้างคุณค่าร่วมกัน (Shared Value) เพื่อพัฒนานวัตกรรมทางสังคม (Social Innovation)
- ส่งเสิรมการเกษตรอินทรีย์ (Organic Farming) จ.พิษณุโลก
- ส่งเสริมปศุสัตว์(แพะแกะ) จ.นครสวรรค์
- วิจัย พัฒนา เกษตรอินทรีย์ เพื่อความต่อเนื่องของผลผลิตตลอดปี
- ร่วมมือวิจัยและพัฒนากับทาง มหาวิทยาลัยที่เชี่ยวชาญ
- ประสานความร่วมมือกับพันธมิตร
- เสริมสร้างองค์ความรู้เผยแพร่ต่อชุมชน
- เสริมสร้างความเข้มแข็งในชุมชน
- พัฒนาความเป็นอยู่อย่างยั่งยืน
ผลการดำเนินงาน
กลุ่มบริษัทยังคงพัฒนาวิชาชีพเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดพิษณุโลก และส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสัตว์ในด้านการเลี้ยงแพะและแกะในจังหวัดนครสวรรค์ พร้อมทั้งสร้างมูลค่าให้กับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการในปี 2567 มีดังนี้

โครงการฟาร์มเกษตรอินทรีย์ จังหวัดพิษณุโลก
ได้พัฒนาระบบเกษตรกรรมอัจฉริยะ (Smart Farm) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะปลูกและลดงานที่ไม่จำเป็น โดยมีการประกันรายได้ให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 345 บาทต่อวัน (เทียบเท่าค่าแรงขั้นต่ำในพื้นที่) เพื่อให้มีความมั่นคงทางรายได้ และมีการปันกำไรเพิ่มจากผลผลิต
โดยสามารถสร้างรายได้เฉลี่ย 361 บาทต่อวัน ซึ่งลดลงจากเดิม เนื่องจากการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา แม้จะมีการใช้ระบบ Smart Farm แต่ก็ยังคงได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ดังกล่าว

โครงการเลี้ยงแพะ-แกะ จังหวัดนครสวรรค์
มีรายได้เฉลี่ย 251 บาทต่อวัน ซึ่งลดลงจากเดิม เนื่องจากราคาจำหน่ายแพะและแกะที่ปรับตัวลดลงจากอุปสงค์-อุปทานในตลาด และต้นทุนค่าอาหารสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เกษตรกรยังคงเชื่อมั่นในอาชีพนี้ และได้มีการดำเนินการปรับปรุงพันธุ์แกะเพิ่มเติม โดยเปลี่ยนพ่อพันธุ์จากสายพันธุ์ดอร์เปอร์มาเป็นสายพันธุ์ซานต้า ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในตลาด โดยได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตนครสวรรค์ ในการให้คำปรึกษาและองค์ความรู้ด้านการปรับปรุงพันธุ์
โครงการยังมุ่งเน้นการสร้างคนรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ให้กับลูกหลานเกษตรกรในพื้นที่ รวมทั้งการให้ความรู้และทักษะในการบริหารจัดการเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืน การประกอบธุรกิจและการตลาดเบื้องต้น ตลอดจนการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการทำเกษตรอินทรีย์
การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย
แนวทางการบริหารจัดการ
กลุ่มบริษัทได้วิเคราะห์และทบทวนเพื่อประมวลภาพรวม ของผู้มีส่วนได้เสียโดยพิจารณาร่วมกับปัจจัยต่างๆ เช่น ภาวะการพึ่งพา ความรับผิดชอบ อิทธิพล รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ตามความเหมาะสม และมีการปรับปรุงเพิ่มชื่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากภายนอกองค์กร เช่น ภาคประชาสังคม เพื่อให้มีความเหมาะสมมากขึ้น ซึ่งได้แบ่งผู้มีส่วนได้เสียออกเป็น 9 กลุ่ม โดยมีแนวทางการปฏิบัติที่คำนึงถึงทุกภาคส่วน มีการจัดลำดับความสำคัญและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
มีการกำหนดกระบวนการสื่อสารเพื่อจะได้รับทราบถึงประเด็นความคาดหวังหรือข้อกังวลของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมากำหนดแนวทางการดำเนินธุรกิจที่สามารถตอบสนองครอบคลุมทุกประเด็นและทุกภาคส่วน ทั้งนี้ การดำเนินงานแบบมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียจะช่วยให้เกิดความสัมพันธ์อันดี ซึ่งบริษัทฯ และบริษัทในเครือพร้อมร่วมกันผลักดันให้ทุกภาคส่วนเติบโต ก้าวไกลไปด้วยกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน
สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่